รีเซต

“ทรัมป์-สี” ซัมมิตสะเทือนโลก หลายชาติเริ่ม ‘หาพวก’ ไม่เริ่มก็ไม่รอด?

“ทรัมป์-สี” ซัมมิตสะเทือนโลก หลายชาติเริ่ม ‘หาพวก’ ไม่เริ่มก็ไม่รอด?
TNN ช่อง16
13 พฤษภาคม 2569 ( 19:25 )
11

เพราะสหรัฐฯ และจีน “มิอาจตัดขาดจากกันได้” นี่จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญของการเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่สามารถเลื่อนออกไปได้อีก แม้สถานการณ์สงครามอิหร่านและความวุ่นวายในตะวันออกกลางยังคงคุกรุ่นอยู่ก็ตาม


การพบกันระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จึงไม่ใช่เพียง “การประชุมทวิภาคี” ธรรมดา แต่คือเกมต่อรองระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นแร่หายาก พลังงาน ตลาดผู้บริโภค ชิป AI เทคโนโลยีขั้นสูง หรือแม้แต่ประเด็นไต้หวันและอิหร่าน 


แม้คลังสมองด้านต่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญในไทยจะมองว่า จีนอาจมีข้อได้เปรียบเหนือสหรัฐฯ ในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องแร่หายากและห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะไร้ซึ่งอำนาจต่อรอง เพราะวอชิงตันยังถือไพ่สำคัญทั้งด้านเทคโนโลยี การเงิน ความมั่นคง และแรงกดดันต่อจีนผ่านสถานการณ์ในตะวันออกกลาง


“Five Bs” and “Three Ts” 


ประเด็นแรกที่น่าจับตามองในซัมมิตนี้ หนีไม่พ้นเรื่องการเจรจาการค้า โดยศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ หรือ CSIS วิเคราะห์ว่า ซัมมิตในครั้งนี้ ทั้งสหรัฐฯ และจีน มี “ลำดับความสำคัญ” ที่แตกต่างกันมาก 


CSIS เรียกฝั่งของสหรัฐฯ ว่า “Five Bs” ส่วนจีนคือ “Three Ts” 


  • Boeing: 


หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดคือความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงให้จีนสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 Max จำนวน 500 ลำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบินและอวกาศของสหรัฐฯ ที่เผชิญแรงกดดันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน สื่อหลายแห่งรายงานว่า เคลลี ออร์ตเบิร์ก CEO ของ โบอิ้ง จะร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนสหรัฐฯ ด้วย


  • Beef and Bean: 


สหรัฐฯ ยังผลักดันจีนว่าต้องให้คำมั่นว่าต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ปีละ 25 ล้านตัน ควบคู่กับการเพิ่มการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกและเนื้อวัวจากสหรัฐฯ  


แต่นักวิเคราะห์มองกันว่า ข้อตกลงแบบนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคา และแรงจูงใจทางการเมืองเป็นสำคัญ และสหรัฐฯ อาจจะไม่ได้เปรียบในเรื่องนี้เหมือนแต่ก่อนแล้ว 


โรเบิร์ตส จาก Atlantic Council ระบุว่า จีนเองก็พอจะหาลู่ทางไปบ้างแล้วที่ผ่านมา โดยกระจายความเสี่ยงทางการค้า และพึ่งพาสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ น้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก เขายังมองอีกว่า การสั่งซื้อสินค้าเกษตรของจีนในปัจจุบัน กลายเป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ในการต่อรองกับสหรัฐฯ 


ขณะที่ในอีกมุม ก็มีการวิเคราะห์กันว่า ทรัมป์จำเป็นต้องมี Beef and Bean โดยเขามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแสดง "ผลงาน" ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2026 เพื่อเอาใจฐานเสียง Beef and Bean จึงเหมือนเป็น “ความต้องการดีลเชิงสัญลักษณ์” ที่จะได้ไม่ต้องให้เขากลับวอชิงตันไปมือเปล่า

  • Board of Trade and Board of Investment:


ข้อเสนอการจัดตั้งบอร์ดการค้าและการลงทุนนี้ ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จากการเผชิญหน้าเชิงอุดมการณ์ไปสู่ “การค้าที่มีระบบจัดการเป็นแบบแผน” โดยมีกลไกการทำงานที่ปฏิรูปโครงสร้างการค้าแบบที่โลกเคยมี เช่น องค์การการค้าโลก WTO 



แต่ข้อเสนอการจัดตั้ง "Board of Trade" และ "Board of Investment" กลับถูกมองว่าเป็นชัยชนะเชิงกลยุทธ์ของจีน 


อย่างที่ได้เกริ่นไปตอนต้นว่า บอร์ดนี้จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเดิม จากแต่ก่อนที่สหรัฐฯ มักจะบีบให้จีนไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การอุดหนุนภาครัฐ, การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา แต่บอร์ดนี้จะเปลี่ยนมาเป็น “ใครจะซื้ออะไรจากใคร และในปริมาณเท่าไหร่” 


แนวทางนี้เน้นผลลัพธ์แบบจับต้องได้ในระยะสั้น ยกตัวอย่างเช่น สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง หรือสินค้าเกษตร ซึ่งเอาจริงๆ ก็เป็นแนวทางที่จีนถนัด



นอกจากนี้ บอร์ดนี้ยังเป็นประโยชน์กับจีนในแง่ของการสร้างความเท่าเทียม ตู้ ซินฉวน คณบดีแห่งสถาบันจีนเพื่อการศึกษาองค์การการค้าโลก จาก the University of International Business and Economics อธิบายว่า จีนใช้เวลากว่า 15 ปี กว่าจะเข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO 



ฉะนั้น WTO จึงสำคัญกับจีนมาก แต่หลังจากที่ทรัมป์เข้ามาดำรงตำแหน่งในสมัยแรกเมื่อปี 2018 ซึ่งทรัมป์ให้ความสำคัญกับการเจรจาแบบทวิภาคีที่ละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศไปจนหมด 


จวบจนถึงในปัจจุบัน ในสมัยที่สองของเขา การเจรจาในรูปแบบทวิภาคีถูกยอมรับในวงกว้างไปแล้วเฉกเช่นเดียวกับจีน ที่ ตู้ มองว่า มันช่วยให้ตัวจีนเองสามารถเจรจากับสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่มีสถานะเท่าเทียมกัน (Parity) แทนที่จะต้องทำตามกฎเกณฑ์พหุพาคีที่สหรัฐฯ เคยกำหนดใน WTO 


แต่ในขณะเดียวกัน หวัง แดน ผู้อำนวยการ The Eurasia Group มองว่า บอร์ดนี้ก็ยังมีความไม่แน่นอน ว่าจีนจะรับกรอบการทำงานของบอร์ดนี้ร่วมกับสหรัฐฯ ได้มากน้อยแค่ไหน ในมุมเขามองว่า มันก็ดีกับจีนที่จะมีการเจรจาแบบนี้โดยตรงกับสหรัฐฯ แต่เขาไม่คิดว่าจะอยู่ได้นาน เพราะบอร์ดนี้จะอยู่รอดได้คือต้องอย่าล้ำเส้นแดงในผลประโยชน์ทางการค้าของจีนเด็ดขาด 

เช่นเดียวกับที่นักวิเคราะห์หลายคนก็เตือนเช่นกันว่า กลไกการค้าเช่นนี้อาจมีความเปราะบาง ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งแรกที่ทรัมป์กับสีจิ้นผิง พบกันในปี 2017 ในเวลานั้น มีการเจรจา 4 เสาหลักออกมา แต่สุดท้ายก็ล่มในเวลาเพียงแค่ 18 เดือน และสงครามการค้าก็เข้ามาแทนที่ 

Middle Power วางตัวอย่างไรหากบอร์ดนี้เกิดขึ้นจริง?

ขณะที่ถ้าแนวคิดการตั้งบอร์ดที่ว่านี้ถูกผลักดันจริง แล้วประเทศขนาดกลาง หรือ Middle Powers และขนาดเล็ก รวมถึงไทยเอง ควรทำอย่างไร?

อาจารย์ ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า ควรวางตัวแบบ “สมดุลกับทุกฝ่าย” มากกว่าการเลือกข้างอย่างชัดเจน 

เพราะแม้แต่จีนกับสหรัฐฯ ที่แข่งขันกันหนักมาก ก็ยังไม่สามารถตัดขาดทางเศรษฐกิจจากกันได้ สิ่งสำคัญสำหรับไทย คือ การสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับเศรษฐกิจของตนเอง มากกว่าการเป็นเพียงฐานการลงทุนหรือฐานการผลิตของต่างชาติ 

อาจารย์ ดร.ภากร ยังเสริมอีกว่า ปัญหาที่ไทยเผชิญมาตลอดคือ การลงทุนจากจีนมักเข้ามาพร้อมระบบนิเวศทางธุรกิจของตนเองทั้งหมด ทำให้ไทยได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างไม่มากพอ 

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทของตนเองให้กลายเป็น “ส่วนที่ขาดไม่ได้” ในห่วงโซ่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระดับภูมิภาคและระดับโลก 



China’s “Three Ts”


มาดูฝั่งจีนกันบ้าง รอรับด้วย 3 Ts ตามที่ CSIS สรุปไว้คือ 



  • Tariffs: 


ในซัมมิตครั้งนี้ จีนอาจใช้แร่หายาก หรือ Rare earth เป็นข้อต่อรองเพื่อแลกกับการลดภาษีหรือการเข้าถึงเทคโนโลยี 


ประกอบกับสงครามในตะวันออกกลาง สะท้อนชัดว่าสหรัฐฯ ต้องเร่งผลิตอาวุธเพื่อใช้ในสงคราม ขณะที่ชาติพันธมิตร ก็ต้องการเพื่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ยิ่งทำให้การพึ่งพาจีนในด้านนี้เพิ่มสูงขึ้นมาก


ข้อต่อรองของจีนที่ว่า ก้คือถ้าสหรัฐฯ ปรับลดภาษีกับสินค้าจีน จีนก็อาจจะผ่อนคลายหรือเพิ่มการส่งออกแร่หายากให้มากขึ้น แต่ถ้าสหรัฐฯ กลับมาใช้นโบายขึ้นภาษีแบบสุดโหด จีนก็อาจจำกัดการส่งออกแร่เพื่อเป็นเครื่องมือกดดันตอบโต้สหรัฐฯ 


ซึ่งจีนสามารถใช้พลังในแร่หายากนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถสกัดแรงดันจากมาตรการขึ้นภาษีของทรัมป์ต่อสินค้าจีนที่เคยตั้งไว้สูงสุดอยู่ที่ 140% 



นักวิเคราะห์ถึงขั้นเรียก พลังแร่หายากนี้ของจีนว่า “break glass หรือการกดปุ่มปลดล็อกฉุกเฉิน”  แต่สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มองว่า แนวทางนี้สะท้อนว่า “ต่างฝ่ายต่างถือไพ่กดดันกัน” ซึ่งถ้ามองในแง่ดี นี่เป็นลักษณะสำคัญของภาวะผ่อนคลายความตึงเครียด หรือ Détante



  • Technology:


สิ่งที่น่าสนใจคือ รายชื่อเหล่าบิ๊กเทคที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับทีมทรัมป์ด้วย โดยเฉพาะ อีลอน มัสก์ ก็ไปด้วย


ในมุม อาจารย์ ดร.ภากร มองว่า แม้จีนจะเป็นต่อในเรื่องแร่หายาก แต่จีนยังต้องพึ่งพาสหรัฐฯ ในเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิป, AI, CPU ซึ่งทรัมป์รู้ดีว่านี่คือจุดแข็งที่ใช้ต่อรองได้ 

  • Taiwan: 

ขณะที่ประเด็นเรื่องไต้หวัน ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ซึ่งสีจิ้นผิง ย้ำชัดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวันในประเด็นเรื่องการขายอาวุธนั้น เป็น “ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่มาก” โดยจีนยังคงต้องการให้สหรัฐฯ คิดให้รอบคอบที่จะขายอาวุธให้ไต้หวัน 

โดยรายงานหลายฉบับระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ชะลอแผนอนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนซัมมิตครั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยง “การสร้างความไม่สบายใจและความปั่นป่วน” ระหว่างการเจรจากับสีจิ้นผิง 


ซัมมิตสั่นคลอนความมั่นคง ‘Middle Powers’

 

ขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลในหมู่ชาติพันธมิตรว่า ทรัมป์อาจจะยอมอ่อนข้อในประเด็นไต้หวันเพื่อแลกกับ “Grand Deal” หรือดีลเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่มาก 


บทวิเคราะห์จาก The New York Times มองว่า หลายฝ่ายเชื่อว่า ซัมมิต ทรัมป์และสีจิ้นผิงคราวนี้ อาจสร้าง “ความเสียหาย” มากกว่าผลเชิงบวก โดยเฉพาะแนวทางการตัดสินใจในสไตล์ทรัมป์ คือมักใช้สัญชาตญาณ 


และสิ่งนี้เองที่ทำให้เหล่า Middle Powers กลัวมากว่า ในเวลาที่มหาอำนาจเขาเจอกัน เขาจะคุย จะแลกผลประโยชน์อะไรกันบ้างที่อาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงของหลายประเทศ 


บทวิเคราะห์จาก The New York Times ชึ้ให้เห็นว่า หลายประเทศโดยเฉพาะในเอเชีย กำลังกังวลท่ามกลางสงครามในอิหร่านที่กระทบเสถียรภาพพลังงานโลก Middle Powers จำนวนมากเริ่มเร่งเครื่องสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระหว่างกันแล้ว เพื่อรับมือกับโลกที่กำลังแตกออกเป็นหลายขั้ว 



ไล่ไปตั้งแต่โปแลนด์ ใครเลยจะคิดว่ามาวันนี้ บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัฐบาลโปแลนด์ได้ลงนามความร่วมมือกับ Hyundai Rotem บริษัทผลิตรถถังของเกาหลีใต้ เตรียมผลิตรถถัง K2 ใช้ในโปแลนด์ นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่โปแลนด์กลับมาผลิตถรถถังในประเทศอีกครั้ง 



ส่วนออสเตรเลียก็ลงนามข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ซื้อเรือฟริเกตชั้น Mogami รุ่นปรับปรุงใหม่จาก Mitsubishi Heavy Industries ของญี่ปุ่น 11 ลำ 





ฝั่งแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีก็พยายามฟื้นสัมพันธ์กับอินเดีย หลังตึ

งเครียดจากรัฐบาลชุดก่อนของจัสติน ทรูโดที่กล่าวหาอินเดียว่าเกี่ยวข้องกับเหตุลอบสังหารผู้นำแบ่งแยกดินแดนขาวซิกข์ในแคนาดาเมื่อปี 2023 



ล่าสุด ทั้งสองประเทศประกาศข้อตกลงด้านพลังงานนิวเคลียร์ระยะ 10 ปี ยังมีความร่วมมือด้านเทคโนโลยี แร่สำคัญ อวกาศ การป้องกันประเทศอีก ส่วนอินเดียก็เสนอขายชีปนาวุธร่อนให้เวียดนาม ในขณะที่บราซิลกำลังผลิตเครื่องบินลำเลียงทางทหารให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 



ทั้งหมดที่ว่ามานี้ เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และถูกมองว่าเป็นความพยายามของ Middle Powers หรือประเทศมหาอำนาจขนาดกลางในการต้องสร้างเกราะป้องกันตนเองท่ามกลางความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่ 


นักวิเคราะห์เปรียบความพยายาม Middle Power ในเวลานี้ว่า คล้ายตัวละครในหนังเรื่อง Godzilla หรือ เรื่อง Dune คือต้องเดินกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และต้องเดินแบบระมัดระวังมากๆ โดยไม่พยายามไม่ยั่วโมโหมหาอำนาจที่พร้อมตอบโต้ตลอดเวลา    


ส่วนผลสำรวจระดับโลกสะท้อนว่า หลายประเทศเริ่มขาดความเชื่อมั่นทั้งต่อสหรัฐฯ และจีน โดยทั้งทรัมป์และสีจิ้นผิง ต่างก็ถูกมองว่าใช้พลังทางเศรษฐกิจและความมั่นคงเป็นเครื่องมือกดดันประเทศอื่น  


ศาสตราจารย์ โรเบิร์ต โอ คีโอฮาน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัย Princeton ชี้ว่า สหรัฐฯ กลายเป็น “พันธมิตรที่คาดเดาได้ยากและไม่น่าเชื่อถือมากขึ้น” ดังนั้น การสร้างทางเลือกอื่นจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล 


ในท้ายที่สุดแล้ว แม้เครือข่ายความร่วมมือใหม่ที่กำลังก่อตัวกันขึ้นมาอาจยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ แต่เขามองว่า “การมีทาเงลือกที่อ่อนแอ ก็ยังดีกว่าไม่มีทางเลือกเลย”  





ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง