"ไทย-เวียดนาม" ฉลอง 50 ปีสัมพันธ์การทูต ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นประธานในงาน “THAILAND - VIETNAM BUSINESS FORUM 2026” ภายใต้หัวข้อการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจไทย–เวียดนาม หอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม กระทรวงการคลังแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย
ภายในงานมีผู้แทนภาคธุรกิจและนักลงทุนชั้นนำของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายสนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมถึงนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
การจัดงานครั้งนี้มีขึ้นในโอกาสสำคัญครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม พร้อมกับการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ระหว่างวันที่ 27–29 พฤษภาคม 2569
โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ปีนี้ถือเป็นวาระพิเศษครึ่งศตวรรษแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ซึ่งได้พัฒนาจากมิตรภาพสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเฉพาะในบริบทของภูมิภาคอาเซียนที่กำลังกลายเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงของโลก
นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากการหารือกับผู้นำเวียดนามในการประชุม ASEAN Summit ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้แนวคิด “Navigating Our Future Together” ทั้งสองประเทศต่างให้ความสำคัญกับการผนึกกำลังเพื่ออนาคต ภายใต้แนวคิด “รวมกันเราอยู่” เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการรับมือกับความท้าทายในระดับภูมิภาค
ในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและเวียดนามถือเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของอาเซียน โดยปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าหมายร่วมกันไว้ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะขยับสู่เป้าหมายใหม่ที่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต
พร้อมย้ำว่า ไทยและเวียดนามไม่ควรถูกมองว่าเป็น “คู่แข่ง” แต่ต้องเป็น “คู่ค้า” และ “หุ้นส่วน” ที่เติบโตไปด้วยกันในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันของอาเซียน รวมถึงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อเติบโตร่วมกันในฐานะประเทศสำคัญของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเป็นความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกัน โดยกว่าครึ่งของสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังเวียดนาม เป็นวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อการผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนาม
พร้อมกันนี้ ทั้งสองประเทศกำลังร่วมกันสร้าง “New Engines of Growth” หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และนิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับจากฐานการผลิตไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แห่งอนาคต
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ตนและประธานาธิบดี โต เลิม ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในการลงนามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทยและเวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Three Connects” หรือการเชื่อมโยง 3 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนา
โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันร่วมกันของทั้งสองประเทศ ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างสมดุล และสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนทุกระดับอย่างแท้จริง
นายอนุทินยังแสดงความเชื่อมั่นว่า การเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดี โต เลิม ในครั้งนี้ จะนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ การลงทุนใหม่ และโอกาสใหม่สำหรับทั้งสองประเทศ พร้อมย้ำว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านเสถียรภาพรัฐบาล การสนับสนุนภาคเอกชน การปรับปรุงกฎหมายอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
โดยทิ้งท้ายว่า พลังของภาคเอกชนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้กลายเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรู้สึกยินดีที่ประธานาธิบดี โต เลิม ให้เกียรติเยือนไทยในฐานะแขกคนแรกของรัฐบาล ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ
ด้านนายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวยืนยันถึงความสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการขยายมูลค่าการค้าร่วมกันสู่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้
ผู้นำเวียดนามระบุว่า ทั้งสองประเทศกำลังเตรียมดำเนินแผนปฏิบัติการระยะปี 2025–2030 เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจสีเขียว และความมั่นคงด้านพลังงาน
โดยเห็นว่า เวียดนามและไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความร่วมมือทวิภาคีแบบดั้งเดิม และร่วมกันสร้าง “พื้นที่เศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกัน” มากกว่าการแข่งขันระหว่างกัน
นายโต เลิม ระบุว่า หากรวมศักยภาพของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน จะเกิดพื้นที่เศรษฐกิจขนาดกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีประชากรรวมเกือบ 175 ล้านคน ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเชื่อมโยงโดยตรงกับลุ่มแม่น้ำโขง อาเซียน เอเชียตะวันออก มหาสมุทรอินเดีย และเส้นทางการค้าสำคัญของโลก
นอกจากนี้ ผู้นำเวียดนามยังระบุว่า ปัจจุบันไทยมีโครงการลงทุนในเวียดนามกว่า 800 โครงการ ขณะที่นักลงทุนเวียดนามในไทยมี 23 โครงการ พร้อมแสดงความคาดหวังว่าประเทศไทยจะมีเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนจากเวียดนามมากขึ้น เพื่อก้าวสู่ความร่วมมือระยะใหม่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการเงินดิจิทัล
พร้อมกันนี้ นายโต เลิม ยังเสนอแนวทางความร่วมมือ 3 ประการต่อภาคธุรกิจ ได้แก่ การร่วมสร้างห่วงโซ่มูลค่าในอาเซียนผ่านการผลิตร่วมและการสร้างแบรนด์ร่วม การผลักดันการเชื่อมโยงทั้งด้านการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว รวมถึงการทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเข้าถึงชีวิตประชาชน ผ่านการท่องเที่ยวและระบบการเงินดิจิทัลที่ไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศยังร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทย–เวียดนามในหลายด้าน อาทิ สายการบิน Vietnam Airlines ที่ประกาศเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ “ภูเก็ต–นครโฮจิมินห์” เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ด้วยความถี่ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
