จากประเทศสงครามสู่ดาวรุ่งเอเชีย? “เวียดนาม” กำลังปั้นประเทศให้รวยขึ้น

ผู้นำที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ยิ่งกว่าไผ่ลู่ลม
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเวียดนาม โต เลิม วัย 68 ปี เดินสายเยือนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งพบปะผู้นำระดับโลก ไปลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจ และผลักดันความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์กับประเทศต่างๆ
รายชื่อประเทศที่เขาเดินทางไปเยือนไม่ได้มีเพียงมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐฯ รัสเซีย เท่านั้น ยังมีเกาหลีเหนือ อินเดีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร รวทถึงหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย ที่กำลังเยือนอยู่ในตอนนี้
หลายคนบอกว่า นี่ผู้นำหรือศิลปินกันแน่ เพราะตารางการเดินทางของเขาดูคล้าย “World Tour” หรือทัวร์รอบโลก มากกว่าปฏิทินทางการทูตทั่วไป
แต่ถ้าฟังในมุมของนักวิเคราะห์ นี่คือยุทธศาสตร์ที่ถูกวางแผนไว้อย่างแยบยล
ดร. เล หง เหียบ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ ระบุว่า
“ผู้นำเวียดนามรุ่นก่อนๆ มักจะใช้แนวทางการทูตที่ระมัดระวัง
และตอบสนองต่อสถานการณ์
แต่โต เลิม กำลังวางตำแหน่งเวียดนามให้เป็น
‘มหาอำนาจขนาดกลางที่กำลังเติบโต’ หรือ Rising Middle Power
ซึ่งมีทั้งสิ่งที่จะพูดและสิ่งที่จะเสนอโลก”
พูดอีกแบบก็คือ เวียดนามไม่ได้ต้องการเป็นแค่เพียงประเทศที่คอยรับมือกับการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอีกต่อไป แต่ต้องการมีบทบาทในการกำหนดเงื่อนไขของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยตัวเอง
จากนายตำรวจสู่ผู้ทรงอำนาจที่สุดในเวียดนาม
แต่เส้นทางสู่จุดสูงสุดของโต เลิม ในวันนี้ไม่ได้เริ่มต้นมาจากการทูต
เขาเติบโตมาจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ หน่วยงานด้านความมั่นคงภายในประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเวียดนามก็ว่าได้
ปี 2016 เขาขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และใช้เวลาถึง 8 ปีในการกำกับดูแลหน่วยงานนี้ รวมถึงผลักดันปฏิบัติการปราบปรามคอร์รัปชันครั้งใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งถูกเรียกภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า “Blazing Furnace”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2024 เมื่อเขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเวียดนาม หลังประธานาธิบดีคนก่อนลาออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาละเมิดวินัยพรรค
แล้วไม่นานอีก ปรากฏว่า เหงียน ฟู้ จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามผู้ครองอำนาจมายาวนาน ถึงแก่อสัญกรรม เปิดทางให้ โต เลิม ขึ้นดำรงตำแหน่งทั้งเลขาธิการพรรคและประธานาธิบดี
การครองสองตำแหน่งสำคัญพร้อมกันเช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์การเมืองเวียดนามยุคใหม่
แล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคต่ออีกเป็นสมัยที่ 14 ส่วนเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ก็ได้รับเลือกจากสภาแห่งชาติให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจรวมศูนย์มากที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ โฮ จิ มินห์
แต่แน่นอนว่า อำนาจที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมกับความเสี่ยงทางการเมือง
หมายความว่า ถ้าเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่เคยประกาศไว้ไม่สำเร็จ นักวิเคราะห์ชี้ว่า อาจจะแทบไม่มีใครมารับผิดชอบแทนเขาได้อีก
เมื่อเดิมพันใหญ่ คือสร้างเวียดนามให้มีรายได้สูงใน 20 ปีข้างหน้า
เป้าหมายที่ โต เลิมประกาศไว้ต่อชาวเวียดนาม คือการผลักดันให้ประเทศได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็น “ประเทศรายได้สูง” ในปี 2045 หรืออีกเกือบ 20 ปีข้างหน้า
และเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น เขาก็ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปีในช่วง 4 ปีข้างหน้า
โต เลิม จึงเริ่มเดินหน้า “ปฏิรูปภายในประเทศ” ด้วยการลดกฎระเบียบที่ซับซ้อน และแก้ปัญหาความล่าช้าในการตัดสินใจของหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจมานาน
แต่ปรากฏว่า แแม้การปฏิรูปภายในจะสำคัญแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถสร้างเงินลงทุน เทคโนโลยี หรือพันธมิตรทางยุทธศาสตร์จากความว่างเปล่าได้ เพราะสอ่งเหล่านี้ต้อง “อาศัยการทูต” ด้วยการเดินสายนั่นเอง
เดินเกมพร้อมจีนและสหรัฐฯ
เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โต เลิม เดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดีซี เข้าร่วมการประชุม Board of Peace ที่จัดโดยทรัมป์
เขาได้พบกับทรัมป์เป็นครั้งแรก และยังเชิญทรัมป์เข้าร่วมการประชุมเอเปคที่เกาะฟู้โกว๊กปีหน้า
ส่วนเมษายนที่ผ่านมา โต เลิม เยือนกรุงปักกิ่ง เป็นจุดหมายแรกหลังได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ทั้งสองประเทศยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ครอบคลุมการค้า และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ
เหงียน คัก ซาง นักวิจัยจาก ISEAS ระบุว่า เวียดนามยังยึดแนวทางการทูตหลายทิศทาง เดินเกมพร้อมกันทั้งจีนและสหรัฐฯ แต่โต เลิม รอบนี้ มีเป้าหมายชัดขึ้น เพราะเดิมพันใหญ่กับประชาชน
อินเดีย–เวทีแสดงวิสัยทัศน์ใหม่ของเวียดนาม
อินเดีย คือหนึ่งในประเทศที่โต เลิมเยือนเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา สุนทรพจน์ที่โต เลิมพูด ณ กรุงนิวเดลี ต่อหน้าผู้นำภาคธุรกิจ นอกจากจะมีเนื้อหาย้อนถึงมิตรภาพระหว่าง โฮจิมนห์กับ ชวาหระ ลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียแล้ว
อีกส่วนสำคัญการประกาศวิสัยทัศน์ต่อโลกยุคใหม่ โต เลิม พูดถึง “ความย้อนแย้งของโลกยุคปัจจุบัน” โลกที่เขาบอกว่า เราต้องการความร่วมมือมากขึ้น แต่ความไว้วางใจกลับลดลง
โลกที่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ก็ปราะบางมากขึ้นเช่นกัน
เขาทิ้งท้ายได้น่าสนใจว่า
“การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สร้างความท้าทายอย่างยิ่ง
แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันเปิดโอกาสใหม่
หากเรารู้ว่า เราจะคว้าโอกาสนั้นอย่างไร และคว้าได้ทันเวลา”
โต เลิมจากอินเดียไปด้วยการค้าทวิภาคี ตั้งเป้าไว้ที่มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030
แต่ก็ยังมีความร่วมมือทางทหาร ความเป็นไปได้ในการจัดหาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง Supersonic การลงทุนในรถบนต์ไฟฟ้า VinFast และแม้แต่การแลกเปลี่ยนผลไม้ประจำชาติอย่างส้มโอและทับทิมในฐานะการทูตเชิงวัฒนธรรม
คล้อยจากอินเดียโต เลิม ยังขอแวะไปศรีลังกา ก่อนจะบินกลับเวียดนามและวันนี้ถึง 29 พฤษภาคม ภารกิจเยือนประเทศไทย ก่อนจะไปสิงคโปร์เพื่อร่วมประชุม Shangri la dialogue การประชุมสุดยอดด้านกลาโหมและความมั่นคงของเอเชีย
การทูตไผ่ลู่ลม ยังใช้ได้อยู่หรือไม่?
แล้วการทูตไผ่ลู่ลมที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามถูกจดจำจากแนวคิด Bamboo Diplomacy นี้ โดยหลักการสำคัญคือ อ่อนตัวได้ ปรับตัวได้ ไม่เลือกข้าง และรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ
ภายใต้ โต เลิม กับโลกวันนี้ มันหายไปแล้วหรือถ้ายังมี มันยังใช้ได้อยู่หรือไม่ นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ได้หายไป แต่ตรงกันข้าม มันกำลังถูกเสริมเขี้ยวเล็บให้แข็งแกร่ง
การเดินสายต่างประเทศถี่ยิบกว่าผู้นำรุ่นก่อนเกิดจาก “ความจำเป็น” ในการดึงดูดทั้ง
เงินลงทุนต่างประเทศ
เทคโนโลยีขั้นสูง
เงินทุนโครงสร้างพื้นฐาน
พันธมิตรด้านความมั่นคง
เพื่อให้คำสัญญาที่ประกาศไว้กับประชาชนมันเกิดขึ้นนั่นเอง…
เศรษฐกิจเวียดนามจะโต 10% ต่อปีได้จริงหรือ?
ส่วนคำสัญญาที่โต เลิม กล่าวไว้ว่า จะทำให้เศรษฐกิจโต 10% ต่อปี ในช่วง 4 ปีข้างหน้านี้ จะทำได้จริงหรือไม่ รายงานจาก South China Morning Post ชี้ว่า ตอนนี้ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามถือว่าแข็งแกร่ง
นักวิเคราะห์ยังคาดว่า เศรษฐกิจเวียดนามจะโตมากกว่า 7% ในปีนี้ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน
โครงการลงทุนที่เคยติดขัดหลายพันล้านดอลลาร์ เริ่มเดินหน้าอีกครั้ง แต่จะทำให้โตถึง 10% ต่อปี อันนี้น่าจะยังเป็นโจทย์ยาก เพราะอะไร? อย่าลืมว่าตอนนี้
สหรัฐฯ ใต้ทรัมป์ แม้มาตรการภาษีจะโดนริบอำนาจ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะคาดเดาทรัมป์ได้ยากมาก
เงินเฟ้อยังกดดันห่วงโซ่อุปทานโลก
ความขัดแย้งของสงครามโดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ
ระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุด โต เลิม จะพาเวียดนามให้กลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่แห่งเอเชียได้หรือไม่อย่างไร คงต้องรอติดตามดูต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
