รีเซต

สะเทือนไทย? "Toyota" ปักหมุดเวียดนาม 9.4 พันล้าน

สะเทือนไทย? "Toyota" ปักหมุดเวียดนาม 9.4 พันล้าน
TNN ช่อง16
2 กันยายน 2569 ( 13:24 )

สื่อท้องถิ่นเวียดนาม รายงานว่า โตโยต้า เตรียมขยายการลงทุนด้านการผลิตในจังหวัด ฟู้เถาะ (Phu Tho) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ พร้อมเพิ่มการผลิตและประกอบรถยนต์ไฮบริด สะท้อนถึงทิศทางการเดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในตลาดเวียดนาม

โดย Toyota Motor Vietnam ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการประชาชนจังหวัดฟู้เถาะ ในการปรับโครงการลงทุนและออกใบรับรองการจดทะเบียนการลงทุนฉบับแก้ไข จากเดิมที่โครงการจะครอบคลุมการผลิต การประกอบรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ การนำเข้ารถยนต์ และการให้บริการหลังการขาย 

ส่วนการปรับโครงการครั้งนี้ ได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมการผลิตและประกอบรถยนต์ไฮบริดเพิ่มเติม โดยจะใช้เงินลงทุนประมาณ 284 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 9,400 ล้านบาท สำหรับการเพิ่มสายการผลิตรถยนต์ไฮบริด ขณะที่โครงการที่ปรับใหม่มีเงินลงทุนรวม อยู่ที่ 373 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยฐานการผลิตของ โตโยต้า ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 28.6 เฮกตาร์ หรือประมาณ 179 ไร่ มีกำลังการผลิตและประกอบรถยนต์ราว 52,000 คันต่อปี รวมถึงกิจกรรมการผลิตตัวถังรถยนต์และยานยนต์ประเภทอื่น ๆ 

นอกจากนี้ ยังมีแผนจะปรับปรุงโรงงานพ่นสี และโรงงานปั๊มขึ้นรูป มีกำหนดเริ่มก่อสร้างในเดือนพฤษภาคม ปี 2027 (ปีหน้า) และคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานได้ในปี 2029 ซึ่งโรงงานที่ปรับปรุงใหม่ จะนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติขั้นสูงมาใช้ และเป็นฐานรองรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ ในรูปแบบ CKD หรือการนำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบเป็นรถยนต์ภายในประเทศ 

Osamu Hirata ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โตโยต้า เวียดนาม กล่าวว่า การปรับปรุงโรงงานครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการดำเนินงานของบริษัทในระยะต่อไป โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสีเขียวและดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และการใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในยานยนต์ 

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเดินหน้าพัฒนาบุคลากรผ่านศูนย์ฝึกอบรมแห่งใหม่ ควบคู่กับการปรับปรุงโรงงานให้ทันสมัย เพื่อยกระดับทักษะและองค์ความรู้ของพนักงานให้สอดรับกับเทคโนโลยีและทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์

ทั้งนี้ โตโยต้า ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมานานกว่า 30 ปี โดยได้รับใบอนุญาตการลงทุนครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 กันยายน 1995 ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2025 โตโยต้า มีการผลิตรถยนต์ในเวียดนาม มากกว่า 700,000 คัน มียอดขายสะสมมากกว่า 1 ล้านคัน และให้บริการลูกค้ากว่า 20 ล้านราย พร้อมมีส่วนช่วยสร้างรายได้ และพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเชนภายในประเทศ 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า โตโยต้า กำลังเพิ่มขีดความสามารถการผลิตรถยนต์ไฮบริดในเวียดนาม ควบคู่กับการปรับปรุงฐานการผลิตเพื่อรองรับรถรุ่นใหม่ และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย (แต่ไม่ใช่การย้ายฐานผลิตจากไทย ไปเลือกลงทุนในเวียดนามแทน)

สำหรับประเทศไทย โตโยต้า ระบุก่อนหน้านี้ว่า ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของกลุ่มบริษัท โดยผลิตรถทั้งเพื่อตลาดในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ

จากข้อมูลพบว่า โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย มีโรงงานในไทยอยู่ 3 แห่ง รวมกำลังการผลิต 770,000 คันต่อปี ประกอบด้วย โรงงานสำโรง มีกำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี, โรงงานเกตเวย์ กำลังการผลิต 300,000 คันต่อปี และโรงงานบ้านโพธิ์ มีกำลังการผลิต 230,000 คันต่อปี 

ในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2026 ที่ผ่านมา โตโยต้า มียอดขายสะสมอยู่ที่จำนวน 117,333 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ร้อยละ 33.82 เติบโตร้อยละ 3.02 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นำโดย Pure Pick up (เพียว ปิ๊กอัพ) ได้แก่ Hilux Travo (ไฮลักซ์ ทราโว่), Revo (รีโว่) และ Champ (แชมป์) มียอดขายรวมกัน 37,244 คัน เติบโตร้อยละ 6 จากปีที่ผ่านมา และ Eco Segment (อีโค่ เซกเมนต์) ได้แก่ Yaris (ยาริส) และ Yaris Ativ (ยาริส เอทีฟ) มียอดขายรวม 35,567 คัน เติบโตร้อยละ 22.95 จากปีที่ผ่านมา

ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) สูงถึงร้อยละ 91 และร้อยละ 79 ตามลำดับ 

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของโตโยต้า ถูกจับตามอง หลังมีรายงานว่าอินโดนีเซียพยายามดึงดูดให้ย้ายฐานการผลิตบางส่วนจากไทยไปยังอินโดนีเซีย โดยพร้อมเสนอสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจการลงทุน ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากรถยนต์ไฟฟ้าของผู้ผลิตจีนที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ไทยเองก็อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย

ซึ่งการพิจารณาครั้งนี้ จะครอบคลุมรถยนต์ทั้งระบบ คือทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาด อีวี เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) บางฉบับทำให้รถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศได้รับสิทธิด้านภาษีศุลกากร จึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาด การลงทุน และการผลิตในประเทศ

ทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป ด้วย 3 เป้าหมายสำคัญคือ การนำเข้าเพื่อการลงทุน เชื่อมการนำเข้ารถยนต์และเทคโนโลยีใหม่กับการลงทุนระยะยาวในไทย

การผลิตเพื่อส่งออก ผลักดันไทยสู่ Regional EV Hub และเพิ่มการผลิตเพื่อส่งออก 

และสุดท้าย การเพิ่ม Local Content (โลคัล คอนเทนต์) ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนไทยและพัฒนาชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง

ปัจจุบันกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะต่อไป โดยมีแผนที่จะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง