รีเซต

การ “ปักปากกา” กับโรค (โลก)การลงทุน

การ “ปักปากกา” กับโรค (โลก)การลงทุน
ทันหุ้น
14 มิถุนายน 2569 ( 16:21 )
14

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระแสการใช้ปากกาลดน้ำหนักเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโลกออนไลน์ โดยวัตถุประสงค์หลักของผู้แใช้งานกลับกลายเป็นการใช้เพื่อเป็นทางลัดสำหรับผู้ที่ต้องการมีรูปร่างที่ดี ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการใช้ยาที่เกินความจำเป็นอาจสร้างผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว รวมถึงอาจเป็นการใช้งานที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของยา จนทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม

แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของการ “ปักปากกา” หรือการฉีดยากลุ่ม GLP-1 เดิมถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ส่วนผลด้านการลดน้ำหนักเป็นประโยชน์ที่ค้นพบภายหลังจากการใช้งานจริง และต่อมาจึงได้รับการพัฒนาและอนุมัติให้ใช้รักษาโรคอ้วนโดยเฉพาะ จนกลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรม Healthcare ในปัจจุบัน

ในโลกการลงทุน นักลงทุนต่างรู้จักและคุ้นเคยกับหุ้นในกลุ่ม Healthcare อย่าง Eli Lilly และ Novo Nordisk เป็นอย่างดี โดย Eli Lilly เป็นบริษัทยาข้ามชาติสัญชาติอเมริกันที่มุ่งเน้นการพัฒนายารักษาโรคในหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน โรคอ้วน มะเร็ง และโรคภูมิคุ้มกัน โดยมีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดในปัจจุบันคือกลุ่ม GLP-1 ได้แก่ Mounjaro สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 และ Zepbound สำหรับโรคอ้วน

ส่วน Novo Nordisk เป็นบริษัทยาสัญชาติเดนมาร์กที่มีความเชี่ยวชาญสูงในด้านโรคเบาหวานและโรคอ้วน โดยผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ Novo Nordisk โดดเด่นในระดับโลกในปัจจุบันคือ Ozempic (สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2) และ Wegovy (สำหรับโรคอ้วน) ซึ่งใช้ตัวยา Semaglutide ที่ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนอิ่มในร่างกาย ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร และชะลอการย่อยอาหาร

สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสองแห่งมีจุดร่วมคือการพัฒนายาที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน จึงแข่งขันกันมาอย่างต่อเนื่อง Novo Nordisk จะเป็นผู้บุกเบิกตลาดนี้ก่อนด้วย Ozempic และ Wegovy ขณะที่ Eli Lilly ไล่ตามมาด้วย Mounjaro และ Zepbound ซึ่งปัจจุบันแข่งขันกันอย่างดุเดือดในตลาดโลก นอกเหนือจากประเด็นที่เป็นกระแสสังคมในวันนี้ คำถามสำคัญคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เรามองว่าบริษัทยาที่โดดเด่นด้านโรคเบาหวานและโรคอ้วนกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนเชิงบวกที่สำคัญ โดยวันนี้เราขอพูดถึงปัจจัยบวกสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

ประการแรก คือโครงการ Medicare GLP-1 Bridge โดยรัฐบาลสหรัฐฯ นำยากลุ่ม GLP-1 เช่น Wegovy และ Zepbound เข้าสู่ระบบเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้ในราคาที่เหมาะสม ในด้านบวก โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยาและยอดขายให้กับทั้งสองบริษัท โดยเฉพาะ Eli Lilly ที่มี Zepbound และ Novo Nordisk ที่มี Wegovy เป็นยาหลักในโครงการ อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมโครงการอาจส่งผลกระทบด้านลบต่ออัตรากำไร (Margin) เนื่องจากราคาขายยาในโครงการต่ำกว่าราคาขายปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้บริษัทที่มีความอ่อนไหวต่อมาร์จิ้นและเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสหรัฐฯ อย่าง Novo Nordisk อาจได้รับผลกระทบมากกว่า ขณะที่ Eli Lilly มีความสามารถในการบริหารต้นทุนได้ดีกว่า

ประการที่สอง คือการเติบโตของยาลดน้ำหนักชนิดรับประทาน (Oral Obesity Drugs) ที่เกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ทั้งสองบริษัทเป็นผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรายสำคัญ โดยเราประเมินว่าการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ยาประเภทรับประทานไม่เพียงแต่จะไม่ลดปริมาณการใช้ยาแบบฉีด แต่กลับช่วยให้การเข้าถึงและการยอมรับการใช้ยากลุ่มนี้ขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น แม้ว่าประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักอาจยังด้อยกว่ายาแบบฉีดอยู่บ้าง

ทั้งนี้ หากอ้างอิงบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs Securities พบว่า Goldman Sachs คาดว่าตลาด Oral GLP-1 จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีสัดส่วนราว 28% ของการใช้ยากลุ่มนี้ทั้งหมดภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่แทบไม่มีสัดส่วนอยู่เลย ส่งผลให้มูลค่าตลาดยาลดน้ำหนักและยารักษาโรคเบาหวานทั่วโลกเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประมาณการเดิมที่ 1.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 13% โดยตลาดนอกสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น ได้แก่ บราซิล อินเดีย และจีน เป็นต้น

จากปัจจัยบวกที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะกลุ่ม Pharmaceuticals ขณะที่หากมองภาพกว้างของกลุ่ม Healthcare ผ่านดัชนี Health Care Select Sector SPDR ETF (XLV) จะพบว่าแม้แต่หุ้นที่เคย Underperform มากที่สุดตัวหนึ่งอย่าง UnitedHealth Group ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น หลังการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด รวมถึงผู้บริหารมี Guidance ต่อผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี 2026 ที่ดีขึ้น

กล่าวโดยสรุป เราอยากให้นักลงทุนเริ่มหันมาให้ความสนใจต่อกลุ่ม Healthcare ซึ่งมีระดับ Valuation ที่ถูกกว่า และราคาหุ้นยังคง Laggard เมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ความน่าสนใจของกลุ่ม Healthcare ในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงแค่ระดับมูลค่าที่ไม่แพง แต่ยังรวมถึงการเติบโตเชิงโครงสร้างจากนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยเฉพาะยากลุ่ม GLP-1 ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงทั้งวงการสาธารณสุขและโลกการลงทุนไปพร้อมกัน

คอลัมน์: Global Insight by Pine Wealth Solution

โดย ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน
บล. ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง