โลกจับตา "ทรัมป์-สี จิ้นผิง" วิกฤตฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความซับซ้อน เมื่อสองมหาอำนาจโลกอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง แสดงจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนต่อวิกฤตอิหร่านและเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก
ฝั่งสหรัฐ "โดนัลด์ ทรัมป์" ยืนยันว่าจะไม่ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน จนกว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับเตหะราน โดยมาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นเครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง และกำลังสร้างผลกระทบอย่างหนักต่ออิหร่าน
นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ กองทัพสหรัฐได้สั่งให้เรือหลายสิบลำเปลี่ยนเส้นทาง และยังยึดเรือสินค้าสัญชาติอิหร่านเป็นครั้งแรกในความขัดแย้งครั้งนี้ ส่งผลให้สถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางยิ่งสั่นคลอน
ขณะเดียวกัน อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ
อีกด้านหนึ่ง จีนภายใต้การนำของ "สี จิ้นผิง" เร่งบทบาททางการทูต โดยต่อสายหารือกับ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำซาอุดีอาระเบีย เรียกร้องให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เดินเรือได้ตามปกติ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก
จีนในฐานะผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่จากอิหร่าน แสดงความกังวลต่อความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น และย้ำว่าความขัดแย้งควรถูกแก้ไขผ่านการเจรจาทางการเมืองและการทูต มากกว่าการใช้มาตรการทางทหารหรือเศรษฐกิจ
ขณะที่การเจรจาสันติภาพรอบใหม่ยังไม่ชัดเจน วิกฤตฮอร์มุซกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านราคาน้ำมัน ต้นทุนโลจิสติกส์ และเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานในระยะต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
