รีเซต

"EV" ไทยพุ่งทะลุ 1.2 ล้านคัน แต่สถานีชาร์จส่อวิกฤต

"EV" ไทยพุ่งทะลุ 1.2 ล้านคัน แต่สถานีชาร์จส่อวิกฤต
TNN ช่อง16
11 พฤษภาคม 2569 ( 15:01 )

รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในประเทศไทย มีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเกือบ 1.2 ล้านคัน รายงานล่าสุดของกรมขนส่งทางบก ระบุว่า ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีรถจดทะเบีบนสะสมทั่วประเทศรวมกว่า 45 ล้าน 7 แสน 8 หมื่นคัน แบ่งเป็นรถตามกฎหมาย ว่าด้วยรถยนต์จำนวนกว่า 44 ล้าน 4 แสน คัน และรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกอีกกว่า 1 .3ล้านคัน ซึ่งเป็นตัวเลขรวมทุกประเภทเครื่องยนต์

แต่หากแยกเฉพาะรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทุกประเภท พบว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 มียอดจดทะเบียนสะสม เป็นจำนวนกว่า 1 ล้าน 1 แสน 9 หมื่น คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.62 ของรถทั้งหมด แบ่งเป็นรถไฮบริด (HEV) ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด กว่า 6 แสน 6 หมื่นคัน ถัดมาคือรถที่ใช้แบตเตอรี (BEV) จำนวนกว่า 4 แสน 4 หมื่นคัน และ ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จำนวนกว่า 8 หมื่น 6 พันคัน

เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า จำนวนรถพลังงานไฟฟ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.24 ขณะที่ การจดทะเบียนรถใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ในเดือนเมษายน มีจำนวน 26,498 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.83 ของรถใหม่ทั้งหมด แบ่งเป็น HEV จำนวน 12,704 คัน, BEV 12,514 คัน และ PHEV 1,280 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน จำนวน 23,887 คัน รองลงมา คือ รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 2,500 คัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนมากขึ้น เห็นได้จากยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าในงานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุด ที่มีมากกว่า 1 แสน 3 หมื่นคัน ขณะเดียวกัน ความต้องการยังมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง ทั้งจากความสนใจของผู้บริโภคเอง และมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ 

ด้านความต้องการของผู้บริโภค ผลสำรวจล่าสุดของ ดีลอยท์ (Deloitte) พบว่า ผู้บริโภคคนไทยกว่าร้อยละ 58 กำลังพิจารณาซื้อรถยนต์ไฮบริด หรือรถ EV ในการซื้อครั้งถัดไป ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ที่ร้อยละ 42.8

รายงานศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับยานยนต์โลก ปี 2026 : มุมมองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดทำโดย ดีลอยท์ ยังชี้ว่า ประเทศไทย มีความพร้อมด้านรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซึ่ง Lee Seong Jin หัวหน้ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย ให้ความเห็นว่า แม้ในระยะสั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในอาเซียน ยังเลือกใช้รถยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก แต่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคนี้ จากความสนใจของผู้บริโภค และปัจจัยทางการตลาดที่เอื้ออำนวย

แต่การจะเปลี่ยนความตั้งใจของผู้บริโภคให้กลายเป็นการใช้งานจริงต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับการลดอุปสรรคในประสบการณ์การเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะในด้านการเข้าถึง, ความสะดวก และต้นทุนการชาร์จ ซึ่งผู้ประกอบการยานยนต์จำเป็นต้องร่วมมือกับผู้ให้บริการพลังงาน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนักวางผังเมือง เพื่อสร้างโซลูชันระบบนิเวศที่จะช่วยขยายการใช้ในวงกว้าง

ขณะที่มาตรการจากภาครัฐ โครงการล่าสุด "รถเก่าแลกรถใหม่" ซึ่งรถใหม่จะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และรถไฮบริด ที่ผลิตภายในประเทศ ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเร่งผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยให้ขยายตัวเร็วขึ้น อย่างไรก็ดี โครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเงื่อนไขโดยกรมสรรพสามิต 

ซึ่งแนวทางที่กรมสรรพสามิตพิจารณา คือ งบประมาณสำหรับดำเนินการ, การกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่า ที่จะนำมาแลกรถคันใหม่, การขยายขอบเขตสิทธิให้ครอบคลุมกลุ่มรถประเภทอื่นหรือไม่ และ แนวทางบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่เข้าสู่โครงการ

คาดว่าจะนำเสนอต่อ รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ 

อย่างไรก็ตาม สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า อาจขยายตัวไม่ทันกับความต้องการที่เร่งตัวขึ้น

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (เอสซีบี อีไอซี) ชี้ว่า ยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าในงานมอเตอร์โชว์ จำนวนกว่า 1 แสน 3 หมื่นคันเป็นสัญญาณบ่งชี้ ถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนตไฟฟ้าเกิดขึ้นชัดเจน

แต่ประเด็นที่ยังต้องพิจารณาควบคู่กัน เพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย อุปทานชิ้นส่วนรถ อีวี ภายในประเทศ, การประกันภัยรถ อีวี และ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จไฟฟ้า

ซึ่งในประเด็นสถานีชาร์จไฟฟ้านั้น เอสซีบี อีไอซี ระบุว่า ณ ปี 2568 ประเทศไทยมีสถานีชาร์จสาธารณะมากกว่า 4,600 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 1 สถานีต่อรถ EV 20 คัน ซึ่งถือว่าค่อนข้างแออัด เมื่อเทียบกับ จีน สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่มีสัดส่วนอยู่ราว 10-15 คันต่อสถานี

สะท้อนว่า การขยายสถานีชาร์จสาธารณะ อาจยังไม่ทันต่อการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนรถ อีวี ที่แม้ว่าปัจจุบันผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาการชาร์จที่บ้านเป็นหลัก แต่ข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะมีแนวโน้มจะเห็นชัดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก เช่น วันหยุดยาวหรือเทศกาลสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อประสบการณ์ใช้งานของผู้บริโภคในอนาคต

ดังนั้น การเร่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะ จำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการของภาคเอกชน เช่น ระบบชาร์จเร็ว และ Smart Charging เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานสามารถรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

จากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย รายงานว่า ณ สิ้นเดือน มกราคม 2569 มีสถานีชาร์จรถไฟฟ้า กระจายอยู่ทั่วประเทศอยู่จำนวน 4,643 แห่ง จากผู้ให้บริการจำนวน 24 ราย รวมมีหัวจ่ายทั้งประเภท DC และ AC จำนวน 13,977 หัวจ่าย

5 อันดับแรกผู้ให้บริการที่มีจำนวน สถานี และหัวจ่ายมากที่สุด ได้แก่ 

EV Station PluZ ของ ปตท.โออาร์ มีจำนวน 1,321 สถานี รวม 3,567 หัวจ่าย

EA Anywhere มีจำนวน 486 สถานี รวม 2,713 หัวจ่าย

RÊVERSHARGER จำนวน 472 สถานี รวม 1,339 หัวจ่าย

PEA VOLTA ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีจำนวน 457 สถานี รวม 1,342 หัวจ่าย

และอันดับ 5 EleX by EGAT หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีจำนวน 446 สถานี รวม 1,051 หัวจ่าย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง