รีเซต

"รถจีน" เร่งตีตลาดโลกดันค่าเรือพุ่ง 2 เท่า!

"รถจีน" เร่งตีตลาดโลกดันค่าเรือพุ่ง 2 เท่า!
TNN ช่อง16
17 สิงหาคม 2569 ( 13:45 )
11

อุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนกำลังเติบโตอย่างร้อนแรงในตลาดต่างประเทศ ตั้งแต่ยุโรป ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากปัจจัยความมุ่งมั่นของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง BYD , Geely และ Chery ในการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโลกแล้ว การเติบโตดังกล่าว ยังถูกขับเคลื่อนด้วย ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ด้วย

ตามข้อมูลของสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน ยอดขายรถยนต์ในจีน เดือนกรกฎาคม ลดลงถึงร้อยละ 20 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 เหลือ 1.47 ล้านคัน แต่การส่งออกรถยนต์กลับพุ่งขึ้นร้อยละ 88 แตะที่ 923,000 คัน 

รอยเตอร์ส รายงานว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังเผชิญกับความต้องการรถยนต์ในประเทศที่ซบเซา ทำให้ต้องเร่งผลักดันการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก จากเดิมที่ดำเนินการอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อคู่แข่งทั้งจากยุโรป และญี่ปุ่น ที่ต้องแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าและต้นทุนต่ำกว่า

Bill Russo ซีอีโอ Automobility บริษัทที่ปรึกษา ตั้งอยู่ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนมีทั้งกำลังการผลิตส่วนเกิน, ห่วงโซ่อุปทานที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง, ผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในการหาโอกาสการเติบโตนอกประเทศจีน 

ดังนั้น การเดินหน้าสู่ตลาดโลกจึงกลายเป็น ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ ที่สำคัญ

ขณะที่เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า การเร่งส่งออกรถยนต์ของผู้ผลิตจีนไปยังตลาดต่างประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือกำลังเผชิญกับค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่เรือขนส่งรถยนต์ก็มีไม่เพียงพอรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เรือขนส่งรถยนต์โดยเฉพาะซึ่งมีลักษณะคล้ายอาคารจอดรถลอยน้ำ ได้ถูกจองล่วงหน้ายาวไปหลายปี เพื่อใช้ขนส่งรถยนต์จากโรงงานในจีนไปยังตลาดต่างประเทศ

จากความต้องการดังกล่าว ผลักดันให้ ค่าระวางเรือสำหรับการเช่าเหมาลำปีนี้ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 65

Andreas Enger ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Höegh Autoliners บริษัทขนส่งรถยนต์สัญชาตินอร์เวย์ กล่าวว่า จีนกำลังเปลี่ยนจากประเทศที่แทบจะไม่มีบทบาทในอุตสาหกรรมยานยนต์ มาเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยใช้เวลาเพียง 5 ปี 

และการส่งออกรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราค่าขนส่งทางเรือสำหรับรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด 19 อีกด้วย 

ด้าน Lasse Kristoffersen ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wallenius Wilhelmsen บริษัทที่มีกองเรือขนส่งรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจขนส่งทางเรือกำลังแข็งแกร่งมาก เป็นผลมาจากการเติบโตของการส่งออกรถยนต์จากจีนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทขนส่งต่าง ๆ เร่งสั่งซื้อเรือใหม่เป็นประวัติการณ์เพื่อรองรับกับความต้องการ โดยกองเรือขนส่งรถยนต์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 40 แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของจีน 

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนบางรายที่ต้องการขนส่งอย่างเร่งด่วน ปลายทางไปยังยุโรป ออสเตรเลีย และละตินอเมริกา ก็ต้องแก้ปัญหาด้วยการนำรถยนต์ใส่ในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งแทน ซึ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ที่ปกติใช้สำหรับขนส่งสินค้าประเภทอื่น เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ดี การขนส่งรถยนต์ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่โดยปกติไม่ได้ใช้ในระดับที่ต้องขนส่งรถยนต์จำนวนมาก หลายพันคันในคราวเดียว แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็เปลี่ยนไปเมื่อความต้องการขนส่งรถยนต์เพิ่มขึ้นจนเกินกว่าจำนวนเรือที่มีอยู่

ปัจจุบัน การขนส่งรถยนต์ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ได้รับความนิยมมากขึ้นจนบริษัทขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รายใหญ่ เช่น A.P. Moller-Maersk ของเดนมาร์ก และ Mediterranean Shipping Co. ของสวิตเซอร์แลนด์ ก็เริ่มนำเสนอบริการโดยตรงแก่ผู้ผลิตรถยนต์แล้ว

ขณะที่ BYD มีกองเรือขนส่งรถยนต์เป็นของตัวเอง ตั้งแต่ปี 2024 จนปัจจุบันมีรวมทั้งสิ้น 8 ลำ 

นอกจากนี้ การเติบโตของรถยนต์จีนในตลาดโลก โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า กำลังสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมในหลายประเทศ

ตามข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งยุโรป พบว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ของ SAIC Motor ช่วงครึ่งปีแรก ปี 2026 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 ในตลาดยุโรป ขณะที่ BYD เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า 

ขณะที่คู่แข่งจากค่ายรถยนต์ดั้งเดิมเติบโตในอัตราชะละตัว โดย Stellantis เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6, Volkswagen เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ขณะที่ Renault สวนทางลดลง ร้อยละ 4.2

สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (บีอีวี) และรถยนต์ไฮบริดจากจีน ซึ่งมีราคาถูกกว่าและมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่า จากแบรนด์อย่าง BYD และ SAIC Motor ไม่เพียงแซงหน้าค่ายรถยนต์ตะวันตกในตลาดจีนเท่านั้น แต่ยังเริ่มแข่งขันกับขายรถยนต์ดั้งเดิมได้มากขึ้นในตลาดต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร บราซิล และเยอรมนี 

ด้าน รอยเตอร์ส มองไปที่การแข่งขันระหว่างรถจีนและญี่ปุ่น ระบุว่า การขยายตัวของจีนในต่างประเทศ กำลังสร้างความท้าทายเป็นพิเศษต่อญี่ปุ่น โดยจีนกลายเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกตั้งแต่ปี 2023 แซงหน้าญี่ปุ่นที่ครองตำแหน่งนี้มายาวนาน

ในยุโรป ตามข้อมูลของ เคาน์เตอร์พอยต์ รีเสริช พบว่า ช่วงไตรมาสแรกปี 2026 ญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ราวร้อยละ 12 ซึ่งแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ รถจีน สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากเพียงร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 16  ส่วนคู่แข่งตั้งจากยุโรป เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ต่างมีส่วนแบ่งตลาดที่ลดลง

ส่วนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แบรนด์รถยนต์จีนคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังยุโรป ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นช่องว่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง