รีเซต

เลี่ยงแต่งงาน-ไม่มีลูก ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นกลยุทธ์เอาตัวรอด

เลี่ยงแต่งงาน-ไม่มีลูก ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นกลยุทธ์เอาตัวรอด
TNN ช่อง16
12 มกราคม 2569 ( 12:22 )
18

ประเทศไทยกำลังเดินจาก “ประเทศเด็กเยอะ” ไปสู่ “ประเทศที่คนไม่กล้ามีลูก” อย่างรวดเร็ว ตัวเลขเกิดใหม่ถูกจับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าไทยมีเด็กเกิดราว 416,000 คนในปี 2025 ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และเป็นปีที่สองติดต่อกันที่จำนวนเกิดต่ำกว่า 500,000 คน   

ในช่วงเวลาเดียวกัน สนามการเมืองกลับคึกคักด้วยนโยบาย “อุดหนุนเด็กเล็ก” ตั้งแต่เงินรายเดือนแบบเพิ่มขั้นบันได ไปจนถึงคูปองเลี้ยงเด็กและแพ็กเกจสวัสดิการถ้วนหน้า แนวคิดเหล่านี้พยายามตอบคำถามใหญ่ของประเทศว่า “จะทำอย่างไรให้คนอยากมีลูก” แต่เสียงจากคนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยบอกตรงกันว่า ปัญหาไม่ได้จบที่ “มีเงินเพิ่มเดือนนี้” หากคือ “โครงสร้างชีวิตทั้งชุด” ที่ทำให้การมีลูกเหมือนเอาอนาคตไปจำนอง

ไลฟ์สไตล์ไม่แต่ง-ไม่มีลูก ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นกลยุทธ์เอาตัวรอด

ปรากฏการณ์คนโสด คู่รักแบบ DINK หรือเลือกเลี้ยงสัตว์แทนลูก ไม่ได้เกิดจากความเกลียดเด็กเสมอไป หากมาจากการประเมินความเสี่ยงในชีวิตจริง ทั้งงานไม่มั่นคง หนี้ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ รวมถึงความกังวลต่อสภาพสังคมและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่ามีคนจำนวนมาก “ไม่อยากมีลูก” ด้วยเหตุผลด้านภาระค่าใช้จ่ายและความกังวลต่อสังคมที่เด็กต้องเติบโต   

อีกชั้นสำคัญคือมิติความเท่าเทียมทางเพศและภาระงานดูแลในครอบครัว ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมองว่า หากมีลูก ภาระงานบ้านและการดูแลจะถาโถมมากกว่าที่ระบบงานและสังคมรองรับได้ ทำให้ “การเป็นแม่” กลายเป็นต้นทุนอาชีพและสุขภาวะ ขณะที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศยังติดข้อจำกัดเชิงสิทธิและการยอมรับในหลายมิติ จึงยิ่งทำให้คำถามแบบ “ทำไมไม่ช่วยชาติด้วยการมีลูก” ไม่แฟร์กับประสบการณ์จริง   

เลี้ยงลูกในเมือง ต้นทุนไม่ใช่แค่เงิน แต่คือเวลาและโอกาส

รัฐมีมาตรการภาษี เช่น การหักลดหย่อนค่าฝากครรภ์และคลอดได้สูงสุด 60,000 บาทต่อการตั้งครรภ์    แต่เครื่องมือนี้ช่วยได้กับ “คนที่เสียภาษีถึงเกณฑ์” เป็นหลัก ขณะที่แรงงานนอกระบบหรือรายได้น้อยซึ่งเผชิญความเปราะบางหนักกว่า มักไม่อยู่ในจุดที่จะได้ประโยชน์เต็มที่

ส่วนเงินอุดหนุนเด็กเล็กที่เป็นหัวใจของการถกเถียงเชิงนโยบาย ก็ยังเผชิญปัญหา “ตกหล่น” โดยมีข้อมูลอ้างอิงว่ามีเด็กจากครัวเรือนยากจนจำนวนหนึ่งไม่ได้รับเงินรายเดือนทั้งที่มีสิทธิ และมีข้อเสนอให้ขยายเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อแก้ปัญหาการหลุดจากระบบ    ขณะที่งานประเมินของยูนิเซฟเกี่ยวกับโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก ชี้ให้เห็นบริบทของการกำหนดสิทธิแบบมุ่งเป้าตามรายได้ และความท้าทายด้านการเข้าถึงในทางปฏิบัติ   

คนโสดจ่ายภาษี แต่แทบไม่มี “พื้นที่” ในสมการนโยบาย

ในเชิงการเมือง “เด็ก–ครอบครัว–ผู้สูงอายุ” มักเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ถูกพูดถึงมากที่สุด แต่คนโสดและคู่ไม่มีลูกกลับถูกมองเป็น “กลุ่มต้องชักจูงให้กลับเข้าประเพณี” มากกว่าการเป็นแรงงานและฐานภาษีที่แบกรับระบบรัฐสวัสดิการ นำไปสู่ความรู้สึกว่า นโยบายแจกเงินบางแบบคือการโยกภาระจากโครงสร้างรัฐไปให้ครัวเรือน แล้วค่อยชดเชยเล็กน้อยด้วยเงินรายเดือน

ภาพนี้ยิ่งชัดเมื่อการเมืองเลือกตอบโจทย์ประชากรด้วย “เงิน” มากกว่า “บริการ” ทั้งศูนย์เด็กเล็กคุณภาพ ระบบลาพ่อแม่ที่ยืดหยุ่น เวลาทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว และระบบดูแลผู้สูงอายุที่ทำให้คนไม่ต้องมีลูกเพื่อหวังพึ่งพาในอนาคต

การเมืองแข่งแจก แต่สัญญาณเตือนเรื่องวินัยการคลังดังขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงโค้งเลือกตั้ง ข้อถกเถียงใหม่ไม่ใช่แค่ว่า “จะให้เท่าไร” แต่รวมถึง “จะเอางบจากไหน” และ “ทำได้จริงแค่ไหน” สื่อและวงวิชาการเริ่มตั้งคำถามต่อความเสี่ยงด้านฐานะการคลัง หากนโยบายหาเสียงถูกออกแบบแบบระยะสั้นและไม่บอกแหล่งเงินชัดเจน   

ขณะเดียวกัน TDRI และเวทีสาธารณะหลายเวทีพยายามดัน “ชุดนโยบายปรับโครงสร้าง” มากกว่าประชานิยมที่เพิ่มภาระระยะยาว โดยย้ำข้อจำกัดหนี้สาธารณะและความจำเป็นของความรับผิดชอบทางการคลัง   

จุดตัดสำคัญคือ รัฐกำลังพูดกับ “คนอยากมีลูก” หรือ “คนที่ไม่เชื่อระบบ”

นโยบายอุดหนุนเด็กเล็กพูดกับคนที่อยากมีลูกแต่ติดเงินเป็นหลัก แต่คนอีกกลุ่มไม่อยากมีลูกเพราะไม่เชื่อในระบบ ตั้งแต่คุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางอาชีพ ไปจนถึงความเป็นธรรมทางเพศ ในโจทย์แบบนี้ เงินเดือนละ 600–2,000 บาทอาจช่วยประคองได้บางส่วน แต่ไม่พอจะเปลี่ยนการตัดสินใจชีวิต หากรัฐยังไม่ทำให้ “การมีลูก” เข้ากับชีวิตการทำงานและความมั่นคงระยะยาวจริง ๆ

ตัวอย่างเชิงนโยบายที่ถูกหยิบมาถกเถียง เช่น แนวทางเปลี่ยนเป็นเงินอุดหนุนถ้วนหน้าแบบไต่ระดับจนถึง 1,200 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มบริการศูนย์ดูแลเด็กเล็กควบคู่กัน    ซึ่งอย่างน้อยสะท้อนทิศทางว่า การแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยต้องไปไกลกว่า “แจกเงินอย่างเดียว” และต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า ระบบจะช่วยแบกรับภาระจริง ไม่ใช่โยนให้ครอบครัวแล้วค่อยเยียวยาปลายทาง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง