โรงเรียนนานาชาติโตแสนล้านดึงดูดลงทุน

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘เกิดน้อยถาวร’ โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 3.3% โดยปี 2568 ไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียงประมาณ 4.2 แสนคน ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และลดลงเกือบ 10% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตามขณะที่กราฟประชากรเด็กเกิดใหม่ของไทยดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ ‘โรงเรียนไทย’ หลายแห่งต้องทยอยปิดตัวลง แต่ทำไม ‘โรงเรียนนานาชาติ’ กลับเติบโตสวนกระแส มีการเปิดตัวแคมปัสใหม่และขยายสาขากันอย่างคึกคัก แม้บางแห่งค่าเทอมจะอยู่หลักล้านต่อปี แต่พ่อแม่ก็พร้อมจ่าย
สำหรับภาพรวมของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทย จากข้อมูลของวิจัยธุรกิจ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พบว่า มีการขยายตัวและมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นทุกปี โดย ปี 2564 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท ปี 2565 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 66,000 ล้านบาท ปี 2566 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 77,000 ล้านบาท ปี 2567 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 85,000 ล้านบาท ปี 2568 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 94,000 ล้านบาทและยังเติบโตเฉลี่ย 2-5% ต่อปี
ความน่าสนใจคือ การเติบโตของโรงเรียนนานาชาติเกิดขึ้นในช่วงที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ของประเทศลดลงต่อเนื่อง และโรงเรียนเอกชนทั่วไปอยู่ในช่วงหดตัว สะท้อนจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งพบว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีโรงเรียนเอกชนปิดตัวไป 100 แห่ง พร้อมกับจำนวนนักเรียนลดลงกว่าแสนคน โดยจากปี 2565 มีโรงเรียนเอกชน 3,758 แห่ง นักเรียน 2,028,669 คน มาในปี 2568 เหลือ 3,658 แห่ง นักเรียน 1,903,855 คน
ขณะที่โรงเรียนนานาชาติกลับมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจำนวนโรงเรียนและจำนวนนักเรียน โดย ปี 2565 มีจำนวนโรงเรียน 235 แห่ง นักเรียน 69,257 คน ปี 2566 จำนวนโรงเรียน 242 แห่ง นักเรียน 71,692 คน ปี 2567 จำนวนโรงเรียน 259 แห่ง นักเรียน 81,057 คน ปี 2568 จำนวนโรงเรียน 265 แห่ง นักเรียน 82,910 คน
การที่โรงเรียนนานาชาติในไทยยังสามารถโตได้ท่ามกลางวิกฤตเด็กเกิดน้อย น่าจะมาจากหลายปัจจัยประการแรกที่น่าจะเป็นค่านิยมทัศนคติของครัวเรือนไทยที่มองว่าการศึกษาคือการลงทุนที่พ่อแม่พร้อมจ่าย
พ่อแม่ยุคใหม่มองว่า การศึกษาคือ ‘การลงทุน’ ที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านภาษา แนวคิดหรือ Soft Skills แบบสากลที่แข็งแรงพอจะแข่งขันในตลาดแรงงานโลก ยิ่งมีลูกน้อยลงก็มีงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้น จึงพร้อมจ่ายและเลือกส่งบุตรหลานไปโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น
ประการที่ 2.การที่กลุ่ม High Net Worth หรือผู้ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความต้องการด้านการศึกษาที่มีคุณภาพสูงเพิ่มตามไปด้วย และคนกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยเลือกส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยแทนการส่งไปต่างประเทศ ด้วยเหตุผลเช่น ความสะดวก ความใกล้ชิดครอบครัว และค่าเทอมที่ถูกกว่าภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ฯลฯ
3.การเข้ามาทำงานในไทยของต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ดังนั้นโรงเรียนนานาชาติในไทยไม่ได้พึ่งพาแค่เด็กไทย แต่ยังดึงดูดคนต่างชาติที่มาทำงานในไทย และกลุ่ม Education Tourist ที่มองว่า คุณภาพการศึกษาไทยในระดับนานาชาติมีมาตรฐานสูงและคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
4.หลักสูตรที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย การที่โรงเรียนนานาชาติในไทยมีหลักสูตรที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ปกครองสามารถเลือกให้ลูกหลานเรียนในหลักสูตรที่ต้องการได้เป็นอย่างดี โดยอ้างอิงจาก International Schools Association of Thailand เดือนสิงหาคม 2568 พบว่า โรงเรียนนานาชาติในไทยมีหลักสูตรต่าง ๆ ที่รองรับความต้องการของผู้ปกครองได้หลากหลาย
จากปัจจัยที่กล่าวมาทำให้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเข้ามาของโรงเรียนนานาชาติในไทยมากขึ้น นั่นหมายความว่า การแข่งขันต้องสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่การเกิดของเด็กในประเทศต่ำลง โดยปี 2568 มีอัตราเด็กเกิดใหม่อยู่ราว 4.16 แสนคน ต่ำสุดในประวัติศาสตร์รอบ 75 ปี บวกกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
อย่างล่าสุด Ng Yi-Xian ซีอีโอ EtonHouse International Education Group จากสิงคโปร์ซึ่งเพิ่งเปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ’ ณ ย่านปิ่นเกล้า บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม. โดยมองว่าแม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัว บวกกับอัตราการเกิดของเด็กในไทยจะลดลงต่อเนื่อง แต่พ่อแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญและพร้อมจะลงทุนกับการศึกษาของบุตรหลานมากขึ้น จึงมั่นใจในศักยภาพของตลาดในประเทศไทย ส่วนการแข่งขันที่ดูเหมือนมีคู่แข่งหลายราย เขาบอกว่า EtonHouse International Education Group มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มายาวนานกว่า 30 ปี และมีเครือข่ายการศึกษาระดับโลกที่มีโรงเรียนกว่า 100 แห่งใน 8 ประเทศ ทำให้เชื่อมั่นที่จะลงแข่งขันไทย
ส่วนทางMBK มองเห็นโอกาสจึงเดินหน้าลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ Sing-Ed Corporation ผู้บริหาร Invictus International School จากสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ในโครงการ ‘Riverdale District’ ด้วยมูลค่าลงทุนเฟสแรกไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทในจังหวัดปทุมธานี
ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางของ MBK ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สินเดิม มากกว่าการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ทั้งหมด เพราะการมีโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งลูกบ้านเดิมและคนในชุมชนโดยรอบ
ขณะเดียวกัน ยังดึงดูดกลุ่มครอบครัวที่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้สถานศึกษา ลดภาระการเดินทาง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องในอนาคตได้อีก ทั้งที่พักสำหรับบุคลากรครูและสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม
สำหรับแคมปัสแห่งใหม่จะพัฒนาบนพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ ภายใต้สัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี โดยใช้เวลาก่อสร้าง 12-18 เดือน และคาดว่าจะพร้อมเปิดรับนักเรียนในเดือนมกราคม 2571 เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล (Nursery) ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 (Year 13) รองรับนักเรียนได้สูงสุด 1,400 คน
หากโครงการเฟสแรกประสบความสำเร็จ Invictus มีแผนพิจารณาขยายการลงทุนในเฟส 2 หรือขยายสาขาไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป โดยอ้างอิงจากความสำเร็จในมาเลเซียที่จำนวนนักเรียนเพิ่มจาก 100 คนเป็น 850 คนภายในเวลาเพียง 3 ปี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
