รีเซต

มีเงิน แล้วจะมีลูก? "เวียดนาม" เร่งหาทางออกแก้เกมประขากรหด เล็งแจกเงินสด จูงใจคนปั๊มลูก ตามรอยจีน

มีเงิน แล้วจะมีลูก? "เวียดนาม" เร่งหาทางออกแก้เกมประขากรหด เล็งแจกเงินสด จูงใจคนปั๊มลูก ตามรอยจีน
TNN ช่อง16
1 พฤษภาคม 2569 ( 08:00 )

คนไม่อยากมีลูก? เวียดนามเร่งแก้เกม จ่อทุ่มงบกระตุ้น หวั่นแรงงานหายทั้งระบบ


ถ้ามีเงินมากพอ…คุณจะตัดสินใจมีลูกหรือไม่? 


คำถามนี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป ไม่ใช่แค่ไทย แต่หมายถึงเวียดนามด้วย 


ล่าสุดรัฐบาลเวียดนามกำลังเตรียม “ใช้ยาแรง” ผ่านมาตรการแจกเงิน เพื่อจูงใจให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น หวังแก้ปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังส่งสัญญาณเตือนต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศอย่างชัดเจน  แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในเวียดนาม กำลังสะท้อนอะไรถึงประเทศไทยด้วยหรือไม่? 


เศรษฐกิจโต แต่ประชากรเริ่มหด: สัญญาณเตือนจากเวียดนาม


โจทย์ใหญ่ของเวียดนามในวันนี้ คือภาพเศรษฐกิจที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง อนาคตกลับเริ่มเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจาก “ความเสี่ยงด้านประชากร” ที่กำลังหดตัวลง


แม้เมืองใหญ่จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่กลับพบว่าอัตราการเกิดสวนทางกับการเติบโตดังกล่าวอย่างชัดเจน ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามได้เสนอแนวคิดใช้นโยบายแจกเงินสด เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้น โดยต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลมากกว่า 1.8 ล้านล้านดองต่อปี


มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เวียดนามกำลังเผชิญ “ภาวะการเจริญพันธุ์ลดลง” และหากได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล นโยบายดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้


แจกเงิน 2 ล้านดอง: เครื่องมือใหม่แก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย


รายงานจาก สำนักข่าวซินหัว ระบุว่า นโยบายดังกล่าวจะมอบเงินสด หรือโอนผ่านธนาคารอย่างน้อย 2 ล้านดอง (ประมาณ 2,400 บาท) ให้กับผู้หญิงที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์


กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้หญิงในกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย  ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดต่ำ (ต่ำกว่า 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน)  ผู้ที่มีลูกสองคนก่อนอายุ 35 ปี นอกจากนี้ ยังมีแผนใช้งบประมาณกว่า 2 ล้านล้านดองต่อปี เพื่อสนับสนุนการตรวจคัดกรองโรคแต่กำเนิดสำหรับทารกแรกเกิด


ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมองว่า มาตรการแจกเงินเป็น “เครื่องมือเร่งด่วน” เพื่อรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยลดจาก 2.11 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 2564 เหลือเพียง 1.91 คนในปี 2569 และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และหากแนวโน้มนี้ไม่พลิกกลับ ประชากรเวียดนามจะเข้าสู่ภาวะ “หดตัว” ในอนาคต





ค่าครองชีพพุ่ง-งานไม่มั่นคง: เหตุผลคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก


คำถามสำคัญคือ ทำไมคนเวียดนาม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จึงไม่อยากมีลูก คำตอบสะท้อนปัจจัยใกล้ตัวที่คล้ายกับหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงไทย โดยเฉพาะ “ปัญหาปากท้อง” ที่กลายเป็นเหตุผลหลัก


ค่าครองชีพในเมืองใหญ่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราการเกิดในเมืองสำคัญอย่าง โฮจิมินห์ซิตี้ และ ฮานอย อยู่ในระดับต่ำมา ก ขณะเดียวกัน ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น โดยเวียดนามมีแรงงานหญิงสูงถึง 69% ทำให้การตั้งครรภ์และเลี้ยงดูบุตรกลายเป็นความท้าทาย ทั้งในแง่ภาระงานและความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาชีพ


ดังนั้นในความเป็นจริง “การมีลูก” จึงอาจหมายถึง “การเสียโอกาส” สำหรับคนจำนวนไม่น้อย


สังคมเปลี่ยน-แต่งงานช้า: ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจ


อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม คนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลง ให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวมากขึ้น และไม่ต้องการแบกรับภาระระยะยาว แม้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในระดับบุคคล แต่ในระดับประเทศ กลับกลายเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ


เพราะเมื่อจำนวนเด็กเกิดลดลง สิ่งที่ตาม คือ แรงงานในอนาคตลดลง  ค่าแรงมีแนวโน้มสูงขึ้น  ความสามารถในการแข่งขันลดลง และจุดแข็งสำคัญของเวียดนามที่เคยเป็น “ฐานการผลิตต้นทุนต่ำ” อาจสั่นคลอน และอาจทำให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น 


นอกจากนี้ ภาระของรัฐจะเพิ่มขึ้นจากสังคมสูงวัย ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและระบบบำนาญที่ตึงตัวมากขึ้น


บทเรียนจากจีน: แจกเงินแล้วได้ผลจริงหรือไม่


แนวคิดแจกเงินเพื่อกระตุ้นการเกิดไม่ใช่เรื่องใหม่ โดย จีน เคยดำเนินนโยบายลักษณะนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม รายงานของ รอยเตอร์ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวอาจได้ผลเพียงในวงจำกัด และไม่สามารถแก้ปัญหาในระยะยาวได้


เหตุผลสำคัญคือ ปัญหาการเกิดต่ำไม่ได้อยู่ที่ “เงินเพียงอย่างเดียว” แต่เป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ความไม่มั่นคงในการทำงาน และค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป


อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังมีข้อได้เปรียบเหนือบางประเทศ เช่น เศรษฐกิจที่ยังเติบโต และยังมีแรงงานจำนวนมาก หากสามารถแก้ปัญหาได้เร็ว ก็อาจลดผลกระทบได้ทันเวลา



วิกฤตทั้งภูมิภาค: เอเชียกำลังเข้าสู่ยุคอัตราเด็กเกิดน้อย


ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเวียดนาม แต่เป็น “โจทย์ใหญ่ระดับภูมิภาค” รายงานของ OECD ระบุว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา อัตราการเจริญพันธุ์ในเอเชียแปซิฟิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากมากกว่า 5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 1970 เหลือเพียงประมาณ 2.2 ในปี 2022


หลายประเทศ เช่น จีน ไทย และ เกาหลีใต้ ต่างเผชิญอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง บางประเทศลดลงมากกว่า 70%


โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน: ต้นเหตุลึกของอัตราการเกิดต่ำ


OECD ชี้ว่า การลดลงของอัตราการเกิดเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ การเข้าถึงการคุมกำเนิดที่ดีขึ้น ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิง การเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น และต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเมือง


รวมถึงการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมและบริการ แม้หลายประเทศพยายามใช้นโยบายกระตุ้น เช่น เงินอุดหนุนและสิทธิการลาคลอด แต่ยังไม่สามารถ “พลิกแนวโน้ม” ได้อย่างชัดเจน


แจกเงินจะแก้ได้จริงหรือไม่: คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ


สุดท้ายแล้ว นโยบายแจกเงินเพื่อจูงใจให้มีลูก จะได้ผลจริงหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามสำคัญ สำหรับเวียดนาม นี่อาจเป็น “ความหวัง” ในการชะลอวิกฤตประชากร เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่กำลังเผชิญปัญหาไม่ต่างกัน


และคำถามเดิมยังคงย้อนกลับมาหาเราทุกคนอีกครั้ง


ถ้ามีเงินมากพอ…คุณจะตัดสินใจมีลูกหรือไม่? และ “เท่าไหร่” ถึงจะเพียงพอสำหรับการตัดสินใจครั้งนั้น



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง