รีเซต

รู้จัก “Gaslighting” เกมทางจิตใจ เมื่อถูกทำให้เชื่อว่า “เราผิดเอง”

รู้จัก “Gaslighting” เกมทางจิตใจ เมื่อถูกทำให้เชื่อว่า “เราผิดเอง”
TNN ช่อง16
26 สิงหาคม 2569 ( 13:31 )
10

Gaslighting: เมื่อ "การบิดเบือนความจริง" กลายเป็นอาวุธทางจิตวิทยาที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

ในยุคที่สุขภาพจิต (Mental Health) กลายเป็นวาระสำคัญทางสังคม คำศัพท์ทางจิตวิทยาหลายคำได้ก้าวข้ามจากห้องบำบัดมาสู่พื้นที่สาธารณะ หนึ่งในนั้นคือคำว่า "Gaslighting" (แกสไลติ้ง) หรือพฤติกรรมการบิดเบือนความจริง เพื่อทำให้เหยื่อสงสัยในสติสัมปชัญญะ ความทรงจำ หรือความนึกคิดของตนเอง จนค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจและตกอยู่ภายใต้การควบคุม

Gaslighting คืออะไร?

Gaslighting ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการบงการ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการล่วงละเมิดทางอารมณ์ที่มักพบเห็นในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง Gaslighting เป็นกลวิธีหรือการกระทำเพื่อบงการบุคคลด้วยการบังคับให้บุคคลนั้น ตั้งคำถามกับความเป็นจริง ความทรงจำ ความคิด และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจมากขึ้น

คำว่า “Gaslighting” มีที่มาจากบทละครและภาพยนตร์เรื่องต่อมาที่มีชื่อว่า “Gaslight” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ สามีเจ้าเล่ห์ใช้เล่ห์เหลี่ยมและทรมานภรรยาเพื่อโน้มน้าวให้เธอเชื่อว่าเธอเป็นบ้า

เหยื่อของการหลอกลวงตัวเองอาจถูกกดดันจนตั้งคำถามถึงสุขภาพจิตของตนเอง รูปแบบการหลอกลวงตัวเองที่น่าหงุดหงิดที่สุดรูปแบบหนึ่ง คือเมื่อเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก

ใครๆ ก็มีแนวโน้มที่จะใช้กลวิธีหลอกลวงผู้อื่น นี่เป็นเทคนิคทั่วไปของผู้ที่ทำร้ายผู้อื่น ผู้หลงตัวเอง ผู้นำลัทธิ และเผด็จการ วิธีนี้ทำอย่างช้าๆ เพื่อให้เหยื่อไม่รู้ว่าตนเองถูกล้างสมองมากเพียงใด

จุดเริ่มต้นอาจดูเหมือนไม่มีอะไร

Gaslighting ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการโกหกครั้งใหญ่ แต่อาจค่อย ๆ เกิดจากเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่ออีกฝ่ายทักท้วงพฤติกรรมบางอย่าง ผู้กระทำอาจตอบว่า “ไม่เคยพูดแบบนั้น” ทั้งที่เคยพูด หรือเมื่ออีกฝ่ายรู้สึกเสียใจ อาจถูกสวนกลับว่า “เธออ่อนไหวเกินไป”

เมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คนที่ถูกกระทำอาจเริ่มย้อนถามตัวเองว่า “หรือเราจะจำผิดจริง ๆ” “หรือเราคิดมากเกินไป” และ “หรือปัญหาทั้งหมดเกิดจากเรา”

นี่คือสิ่งที่ทำให้ Gaslighting แตกต่างจากการทะเลาะหรือความเห็นไม่ตรงกันทั่วไป เพราะประเด็นไม่ได้อยู่เพียงแค่การเห็นต่าง แต่อยู่ที่การทำให้อีกฝ่ายค่อย ๆ สูญเสียความเชื่อมั่นในการรับรู้ของตัวเอง

สัญญาณเตือนว่า Gaslighting กำลังเกิดขึ้นกับคุณ

-เป็นฝ่ายที่ต้องเอ่ยคำขอโทษตลอดเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคุณ

-เชื่อว่าตนเองไม่สามารถทำสิ่งที่ถูกได้ ทำอะไรก็ผิดเสมอ

-รู้สึกวิตกกังวลตลอดเวลา หวาดกลัวว่าจะทำผิดหรือไม่ถูกใจใคร

-สูญเสียความมั่นใจในตนเอง

-สูญเสียความเป็นตัวตน

-ตั้งคำถามเกี่ยวกับความคิดและการตัดสินใจของตนเองตลอดเวลา ไม่กล้าที่จะตัดสินใจ

-รู้สึกโดดเดี่ยวและไร้กำลัง รู้สึกว่าตนไม่เหมือนใคร แตกต่างและแปลกแยก

-ผิดหวังในตนเอง และกลัวผู้อื่นจะผิดหวังในตัวคุณ

จะทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับ Gaslighting?

การปกป้องตนเองและระมัดระวังไม่ให้ถูกทำลายความมั่นใจในตนเองด้วยหลุมกับดักทางจิตใจนี้อาจมีได้หลายหนทาง เช่น

-เว้นระยะห่าง ถอยห่างจากความรู้สึกสงสัยในตนเองที่ถูกทิ้งเอาไว้ให้ การเดินออกจากสถานการณ์เหล่านั้นหรือให้เวลาตนเองได้หายใจลึกๆเพื่อผ่อนคลายและมีเวลาใช้ความคิด อาจช่วยให้เราสามารถทบทวนได้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด

-เก็บหลักฐาน เพราะ gaslighting มักทำให้คุณต้องสงสัยในตัวคุณเอง การเก็บหลักฐานของเรื่องราวต่าง ๆ ไว้นั้นจะช่วยให้คุณสามารถยืนยันกับตนเองและสถานการณ์ตรงหน้าได้ว่าความคิดของคุณไม่ใช่เพียงแค่ความคิดเห็นของคุณฝ่ายเดียว

-ใช้มุมมองที่ 3 มุมมองของคนที่อยู่ภายนอกสถานการณ์อาจช่วยให้คุณมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นในเรื่องราวเหล่านั้น การอยู่ในสถานการณ์ที่มีการบีบคั้นทางอารมณ์ ย่อมทำให้มุมมองต่าง ๆ ของคุณแคบลงและไม่สามารถประมวลผลสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

-ถอยห่างจากความสัมพันธ์ แม้จะเป็นหนทางที่ยากในการกระทำได้จริง แต่การเผชิญกับ gaslight ซ้ำ ๆ จนทำให้สูญเสียความเป็นตัวตนไปนั้นย่อมส่งผลเสียที่มากกว่า หากพบสัญญาณของการกระทำเหล่านั้นและพบว่าไม่มีหนทางอื่นใดที่จะแก้ไขได้ การจบความสัมพันธ์นั้นอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการหลีกให้พ้นและจบการทำร้ายทางจิตใจลง

อย่างก็ตาม  การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ก็เป็นอีกทางหนึ่ง เพราะมุมมองจากคนนอกอาจช่วยให้เห็นสิ่งที่เราไม่ทันสังเกตเมื่ออยู่ในสถานการณ์นั้น

ที่สำคัญคือ ความรู้สึกของเราไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากใครจึงจะมีความหมาย การไม่เห็นด้วยกับใคร หรือการรับรู้เหตุการณ์แตกต่างกัน ไม่ได้แปลว่าเราผิดเสมอไป

Gaslighting จึงไม่ใช่เพียงคำศัพท์ที่กำลังถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ แต่เป็นแนวคิดที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า บางครั้งความสัมพันธ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ตัวเองผิดอยู่ตลอดเวลา” อาจมีปัญหาที่ลึกกว่าการสื่อสารไม่เข้าใจกัน

การตั้งคำถามกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายจึงสำคัญไม่แพ้การตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะในความสัมพันธ์ที่ดี การเห็นต่างควรนำไปสู่การพูดคุย ไม่ใช่การทำให้อีกคนค่อย ๆ ไม่เชื่อในตัวเอง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง