Amnesty ชี้ รัฐบาล "กัมพูชา" ล้มเหลว ทลาย "ศูนย์สแกมเมอร์"

รายงานฉบับล่าสุดจาก "Amnesty" ชี้ รัฐบาลกัมพูชาล้มเหลวปราบปราม “ศูนย์สแกมเมอร์” แต่ “แก๊งคอลเซนเตอร์” จำนวนมากยังดำเนินการต่อ ส่วนเหยื่อถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไร้การช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
รัฐบาลกัมพูชาล้มเหลวปราบ “ศูนย์สแกม”
หากจำกันได้ เมื่อปี 2025 รัฐบาลกัมพูชาประกาศความสำเร็จจากการทลายศูนย์สแกมเมอร์ครั้งใหญ่ โดยระบุว่า สามารถปิดศูนย์สแกมมากกว่า 200 แห่ง จับกุมหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมหลายคน และช่วยเหลือเหยื่อได้หลายพันคน
อย่างไรก็ตาม รายงาน “Falling Through the Cracks”: Cambodia’s ‘Crackdown’ on Scamming Compounds and the Victims it has Failed" ซึ่งเผยแพร่โดย Amnesty International เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นำเสนอหลักฐานล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า การปราบปรามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จตามที่รัฐบาลกัมพูชากล่าวอ้าง เนื่องจากพบว่าศูนย์สแกมจำนวนมากยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้
ด้านผู้รอดชีวิตจากขบวนการค้ามนุษย์จำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการคุ้มครองหรือความช่วยเหลือที่เพียงพอจากเจ้าหน้าที่รัฐ
การจัดทำรายงานฉบับล่าสุดนี้ เกิดขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2025 นักวิจัยของ Amnesty International ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์สแกมเมอร์ จำนวน 75 แห่ง จากทั้งหมด 86 แห่งที่ได้รับการยืนยันแล้วในปัจจุบัน
Amnesty ตรวจสอบศูนย์แกมในกัมพูชาพบว่า มีเพียง 24 แห่งเท่านั้นที่พบหลักฐานว่า เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปดำเนินการจริงจัง
ขณะที่ มากกว่า 70% ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการปราบปราบ บางแห่งยังคงเปิดดำเนินการต่อ และในบางกรณี เหยื่อยังคงถูกทำร้ายหรือกักขังแม้ตำรวจจะเคยเข้าตรวจค้นแล้วก็ตาม
“ศูนย์สแกมเมอร์มากกว่า 70% ที่ Amnesty ตรวจพบ ดูเหมือนจะยังไม่ถูกละเลยจากการปราบปรามของภาครัฐ ส่วนศูนย์อื่น ๆ ที่มีการเข้าไปจัดการ การปฏิบัติของตำรวจกลับไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ยังมีเหยื่อถูกมองข้ามและต้องเผชิญกับการละเมิดที่รุนแรงต่อไป ในขณะที่รัฐบาลกลับออกมาชื่นชมผลงานของตัวเอง” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการร่วมประจำภูมิภาคของ Amnesty International กล่าว
เจ้าหน้าที่รัฐร่วมทุจริตกับ "แก๊งสแกมเมอร์"
ในเดือนมิถุนายน 2025 รายงาน Amnesty International พบว่า มีศูนย์สแกมเมอร์มากกว่า 50 แห่งทั่วกัมพูชา ที่เป็นแหล่งค้ามนุษย์, บังคับใช้แรงงาน และทารุณกรรมอย่างแพร่หลาย โดยดำเนินการในลักษณะคล้ายเรือนจำซึ่งควบคุมโดยกลุ่มอาชญากร
แต่รายงานฉบับล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่ พบศูนย์สแกมเมอร์เพิ่มเติมอีก 33 แห่ง และมีคำให้การของผู้รอดชีวิตเพิ่มอีก 73 คน จาก 16 ประเทศ ซึ่งเคยถูกกักขังอยู่ในศูนย์เหล่านี้ในช่วงที่มีการปราบปราม
แม้รัฐบาลกัมพูชาจะประกาศปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง แต่ Amnesty ตรวจพบว่า ปฏิบัติการเหล่านั้นไม่ได้ผล เนื่องจากมีการสมรู้ร่วมคิดอย่างชัดเจนระหว่างผู้จัดการสถานที่และตำรวจ
ผู้รอดชีวิตให้ข้อมูลว่า ผู้จัดการศูนย์สแกมมักได้รับข่าวล่วงหน้าก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น ทำให้พวกเขาสามารถย้ายเหยื่อไปไว้ที่อื่นได้ทันเวลา ศูนย์สแกมบางแห่งก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้าออกเป็นปกติ
“พวกเขาบอกว่า ตำรวจกำลังจะมา แล้วก็พาเราขึ้นรถบัส ไปหลบที่บนเขา” ผู้รอดชีวิตรายหนึ่ง กล่าวกับ Amnesty
ผู้รอดชีวิตหลายคนบอกว่า ตำรวจเข้ามาในบริเวณศูนย์สแกมแห่งหนึ่งในเมืองเปรยเวงเป็นประจำ เพื่อเคลื่อนย้ายศพ โดยไม่ได้ดำเนินการสอบสวน หรือ จับกุมผู้เกี่ยวข้องใด ๆ แถมยังพูดคุยและดื่มกาแฟกับผู้จัดการศูนย์สแกม
ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งชื่อ “วินตา” อายุ 16 ปี จากแอฟริกา เล่าว่า เธอถูกย้ายไปมาระหว่างศูนย์สแกมเมอร์หลายแห่งในช่วงที่มีการปราบปราม เพื่อหลบเลี่ยงตำรวจ
“พวกเขาใส่กุญแจมือฉันกับเก้าอี้ และให้ฉันยืนอยู่แบบนั้นสองวัน จากนั้นก็ถูกทำร้าย แล้วพวกเขาก็พาเราขึ้นรถ” เธอ กล่าว
สุดท้ายเธอถูกปล่อยทิ้งตอนกลางคืนพร้อมกับเหยื่อคนอื่น ๆ และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง เธอบอกว่าถูกข่มขู่ว่าจะถูกส่งกลับเข้าไปในศูนย์อีก แทนที่จะได้รับความช่วยเหลือ ทำให้เธอไม่มีที่ไป จนต้องขอความช่วยเหลือจากคนท้องถิ่นในกัมพูชาเพื่อหนีออกจากพื้นที่ เรื่องของเธอสะท้อนรูปแบบที่เกิดซ้ำ คือทางการกัมพูชาไม่สามารถรื้อถอนเครือข่ายสแกมเมอร์ได้จริง และยังทำให้เหยื่อตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น
เหยื่อถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถูกกระทำเหมือนเป็น “อาชญากร”
เหยื่อหลายคนที่ได้รับการช่วยเหลือออกจากศูนย์สแกมบอกกับ Amnesty ว่า พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์จากทางการกัมพูชา
หลายคนที่ได้รับการปล่อยตัวหรือหนีออกมาได้ กลับถูกปล่อยให้นอนข้างถนน หรือถูกควบคุมตัวในศูนย์ตรวจคนเข้าเมืองที่แออัดมาก และในบางกรณีตำรวจยังรีดไถและข่มขู่เหยื่อค้ามนุษย์อีกด้วย ขณะเดียวกัน สถานทูตของแต่ละประเทศก็ให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่ออย่างไม่เพียงพอ
ผู้รอดชีวิตบางรายต้องกู้ยืมเงินจากคนรอบตัวเพื่อเดินทางออกจากกัมพูชาและกลับประเทศของตนเอง
Amnesty เรียกร้อง รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการปราบจริงจัง
Amnesty มองว่า การดำเนินการของรัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ความสำเร็จมากกว่าการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แม้จะช่วยให้เหยื่อจำนวนหนึ่งได้รับอิสรภาพ แต่ศูนย์สแกมหลายแห่งยังคงดำเนินกิจการอยู่ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงจำนวนไม่น้อยยังไม่ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
องค์กรจึงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาตรวจสอบศูนย์สแกมทั้งหมด ระบุตัวและคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ จัดให้มีความช่วยเหลือที่เหมาะสมแก่ผู้รอดชีวิต และนำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมาย
พร้อมกันนี้ Amnesty ยังเรียกร้องให้นานาชาติกดดันกัมพูชาต่อไป เพื่อให้การปราบปรามอุตสาหกรรมสแกมข้ามชาติดำเนินไปอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
