ถึงเวลาแล้วหรือยัง? เปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่เซฟโซน หยุดวิกฤตภัยเงียบจากควันบุหรี่

“ควันบุหรี่มือสองและมือสาม” ภัยคุกคามทางสุขภาพ
บ้าน...ที่เราเชื่อว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลับรู้สึกไม่ปลอดภัย หากคนในครอบครัวอาจกำลังเผชิญหน้ากับ “ภัยเงียบ” ที่มองไม่เห็นจากควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่คุกคามสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็กอาจได้รับผลกระทบหนักที่สุด ร่างกายที่กำลังเติบโตและภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง ต้องแบกรับความเสี่ยงจากโรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอันตรายแฝงระยะยาวที่คาดไม่ถึง
เวทีเสวนา ในหัวข้อ “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” โดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ (มสบ.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ สำนักอนามัย กทม., แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี,กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม
ได้ร่วมกันหาทางรอดปกป้องสุขภาพเด็กเล็กและคนในครอบครัว จึงไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถาม แต่นี่คือการส่งเสียงปลุกสังคมให้ตื่นตัว เพื่อร่วมกันสร้างค่านิยมใหม่ในการปกป้องคนที่เรารัก และคืนอากาศบริสุทธิ์ให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง
3 ใน 10 ครัวเรือน ที่สมาชิกสูบบุหรี่ภายในตัวบ้านโดยตรง
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยผ่านเวทีเสวนา “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” โดยระบุว่า จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (พ.ศ. 2564) สะท้อนสถานการณ์น่ากังวลพบว่ามีผู้ได้รับ ควันบุหรี่มือสองในบ้าน 6.7 ล้านคน โดยพบ 3.3 ล้านคนเป็นคนที่สูบบุหรี่ และอีก 3.4 ล้านคน เป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่
ทั้งนี้ ในครัวเรือนที่มีเด็กเล็ก (อายุ 0 - 5 ปี) ทุก 10 ครัวเรือน จะพบ 5 ครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ และมีถึง 3 ใน 10 ครัวเรือน ที่สมาชิกสูบบุหรี่ภายในตัวบ้านโดยตรง อีก 2 คน สูบบุหรี่นอกตัวอาคารบ้าน ส่งผลให้เด็กเล็กต้องสัมผัสควันบุหรี่มือสอง และ ควันบุหรี่มือสามตกค้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่ผ่านมามูลนิธิรณรงค์ฯ ได้ขับเคลื่อนรณรงค์สร้างกระแสสังคมให้บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบ และลดอันตรายจากการได้รับควันบุหรี่ในบ้าน การจัดเสวนาครั้งนี้จึงมีเป้าหมายสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม ชวนกระตุกเตือนและผลักดันค่านิยมใหม่ให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และเสนอให้เร่งสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนค่านิยมของสังคมไทย ให้ถือว่าการสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าในบ้านไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนในครอบครัวที่ต้องหยุดยั้ง
กลุ่มเด็กเล็กเกิน 40% พักอาศัยในบ้านที่มีสมาชิกสูบบุหรี่
ขณะที่นายกชกร ศุภกาญจน์ หัวหน้ากลุ่มป้องกันการติดยาเสพติด สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้เปิดผลสำรวจข้อมูล สถานการณ์การสัมผัสควันบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ของเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day care) กทม. 8 แห่ง ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน 2569 ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบข้อมูลน่าเป็นห่วงกับกลุ่มเด็กเล็กเกิน 40% พักอาศัยในบ้านที่มีสมาชิกสูบบุหรี่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ จากข้อมูลการสำรวจเด็กเล็กทั้งหมด 222 คน (ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 2 ขวบ คิดเป็น 42.3%) พบว่า มีเด็กเล็กมากถึง 97 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 43.7 ที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกตามพฤติกรรมการสูบ พบว่า ผู้เป็นพ่อ เป็นสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่มากที่สุดถึงร้อยละ 58.3 รองลงมาคือ ลุง/ ป้า (ร้อยละ 10. และ ปู่/ย่า (ร้อยละ 9.4) ตามลำดับ
เด็กส่วนใหญ่ เจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
นายกชกร กล่าวผ่านเวทีเสวนาอีกว่า สำหรับประเภทของบุหรี่ที่นิยมสูบ พบว่าเป็น บุหรี่มวนมากที่สุดถึงร้อยละ 73.4 รองลงมาคือ บุหรี่ไฟฟ้า/ Pod ร้อยละ 15.8 และผู้ที่สูบมากกว่า 1 ชนิด ร้อยละ 8.6 ที่น่ากังวลคือ ในกลุ่มบ้านที่มีคนสูบบุหรี่นั้น มีถึงร้อยละ 30.9 ที่สูบภายในบ้าน ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสสูดดมควันบุหรี่มือสองและสัมผัสละอองพิษบุหรี่มือสามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบทางสุขภาพจากการติดตามประวัติการเจ็บป่วยย้อนหลัง 3 เดือน ของเด็กเล็กในกลุ่มที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่ พบว่า เด็กส่วนใหญ่ร้อยละ 80.4 มีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ได้แก่ เป็นหวัด มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ และมีเด็กอีกร้อยละ 3.1 ที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นหอบเหนื่อยหรือต้องพ่นยา
ควันบุหรี่ ถือเป็นการทำร้ายสุขภาพ เข้าข่ายความผิด
ด้านนายจิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เสนอว่า แม้ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ให้อำนาจในการควบคุมและเอาผิดอย่างเด็ดขาดเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน แต่เมื่อผู้สูบกลับเข้าบ้าน กฎหมายฉบับนี้จะเข้าไปบังคับใช้ในบ้านไม่ได้โดยตรง นี่คือช่องโหว่สำคัญที่ทำให้สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก คนสูงอายุ และคนตั้งครรภ์ ต้องตกเป็นเหยื่อรับควันอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ แต่ยังมีช่องทางแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการ บูรณาการข้ามกฎหมาย โดยกลไกของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 กฎหมายฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า การกระทำใด ๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายหรือจิตใจและสุขภาพ ของบุคคลในครอบครัว ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัว
ดังนั้น การสูบบุหรี่ในบ้านจนทำให้คนในครอบครัวเจ็บป่วย เช่น เด็กเป็นหอบหืดเรื้อรังเพราะควันบุหรี่ ถือเป็นการทำร้ายสุขภาพซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นการนำกฎหมายคุ้มครองครอบครัวมาทำงานร่วมกับเป้าหมายทางสาธารณสุข
บทสสรุปทั้งหมด จาก เวทีเสวนา “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” เมื่อมองตัวเลข 3 ใน 10 ครัวเรือน ที่สมาชิกสูบบุหรี่ภายในตัวบ้านโดยตรง อีก 2 คน สูบบุหรี่นอกตัวอาคารบ้าน ส่งผลให้เด็กเล็กต้องสัมผัสควันบุหรี่มือสอง และควันบุหรี่มือสามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น สะท้อนให้เห็นว่าภัยเงียบจากควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ายังคงแฝงตัวอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างน่าตกใจ ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่เราต้องร่วมกันคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ทุกมุมบ้าน ก่อนที่สุขภาพของคนในครอบครัวจะถูกทำร้ายไปมากกว่านี้...
ข้อมูลจาก มูลนิธิรณรงค์ เพื่อการไม่สูบบุหรี่ : เวทีเสวนา “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
