รีเซต

“ธรรมชาติบำบัด” มาแรง หมอเริ่มสั่งให้ใช้แทนยาแล้ว!

“ธรรมชาติบำบัด” มาแรง หมอเริ่มสั่งให้ใช้แทนยาแล้ว!
TNN ช่อง16
15 กันยายน 2569 ( 12:00 )
3

ท่ามกลางภาระของระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นจากโรคเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพจิต และวิถีชีวิตที่ขาดการเคลื่อนไหว หลายประเทศกำลังหันมาใช้ “ธรรมชาติ” เป็นหนึ่งในเครื่องมือดูแลสุขภาพ ผ่านแนวคิดการสั่งจ่ายธรรมชาติ หรือ Nature Prescription ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่ไม่ใช้ยา โดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยใช้เวลาในพื้นที่ธรรมชาติอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วย


แนวทางดังกล่าวมีทั้งการเดินในสวนสาธารณะ การทำสวน การทำกิจกรรมเพื่อฝึกสติ รวมถึงการใช้เวลาในพื้นที่สีเขียว ป่า หรือพื้นที่ริมน้ำ โดยในสหรัฐฯ และแคนาดาเริ่มมีโครงการอย่าง Park Rx America และ PaRx ที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถออกคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้เวลาในธรรมชาติ และนำคำแนะนำดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการดูแลผู้ป่วยตามปกติ


งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนประโยชน์ของการใช้ธรรมชาติเพื่อส่งเสริมสุขภาพ โดยพบว่าสามารถช่วยลดความดันโลหิต บรรเทาความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า รวมถึงกระตุ้นให้คนมีกิจกรรมทางกายมากขึ้น การวิเคราะห์งานวิจัยหลายการศึกษายังพบว่า ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมในธรรมชาติมีความดันโลหิตทั้งตัวบนและตัวล่างลดลง พร้อมกับมีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าดีขึ้น ขณะที่จำนวนก้าวเดินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 900 ก้าวต่อวัน


ธรรมชาติยังมีบทบาทต่อสุขภาพจิต โดยการอยู่ท่ามกลางพื้นที่ธรรมชาติช่วยลดระดับคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลายและช่วยลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ขณะเดียวกัน สารประกอบจากพืชและต้นไม้บางชนิด เช่น เทอร์พีน ซึ่งพบในต้นสนและพืชตระกูลส้ม ยังมีคุณสมบัติด้านสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ


สำหรับผู้ที่มีภาวะเหนื่อยล้าทางความคิด โดยเฉพาะเด็กและผู้ใหญ่ที่มีภาวะสมาธิสั้น หรือ ADHD การอยู่ในธรรมชาติอาจช่วยให้สมองได้พักจากสิ่งเร้าที่ต้องใช้สมาธิอย่างต่อเนื่องในเมือง ทั้งการจราจร หน้าจอดิจิทัล และเสียงรบกวน โดยธรรมชาติจะดึงดูดความสนใจแบบไม่ต้องพยายาม ทำให้สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและการตัดสินใจมีโอกาสพัก ส่งผลให้ความสามารถในการควบคุมแรงกระตุ้น ความจำใช้งาน และสมาธิในการทำงานดีขึ้น


อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ หากประชาชนสามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในเมืองที่มีความหนาแน่นสูง จึงเกิดแนวคิดให้การออกแบบสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ ไม่ใช่เพียงพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ


งานวิจัยพบว่า แม้การใช้เวลาในพื้นที่ธรรมชาติเพียง 15 นาที ก็สามารถช่วยเพิ่มสุขภาวะทางจิตใจได้ โดยพื้นที่ป่าในเมืองมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษในการช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า ขณะที่ความหลากหลายทางชีวภาพก็มีส่วนต่อสุขภาพจิตเช่นกัน การศึกษาขนาดใหญ่ในแคนาดาพบว่า ชุมชนที่มีนกหลากหลายชนิดมากขึ้นสัมพันธ์กับการรับรู้สุขภาพจิตในเชิงบวกที่เพิ่มขึ้น 6.64% ส่วนความหลากหลายของชนิดต้นไม้สัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่ดีขึ้น 5.36%


การออกแบบพื้นที่สีเขียวจึงมีความสำคัญไม่แพ้การมีพื้นที่สีเขียว โดยเส้นทางเดินที่เชื่อมต่อกันอย่างดีและพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่าย ช่วยส่งเสริมการเดินและการออกกำลังกาย ขณะที่ภูมิทัศน์ที่มีความหลากหลายช่วยให้ผู้คนใช้เวลาอยู่กลางแจ้งนานขึ้น ส่วนสวนชุมชนและพื้นที่สำหรับการพบปะผู้คนสามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ลดความโดดเดี่ยว และทำให้ผู้คนมีแรงจูงใจในการกลับมาใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่อง


นอกจากประโยชน์ต่อสุขภาพโดยตรงแล้ว พื้นที่สีเขียวคุณภาพดียังช่วยรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมือง ต้นไม้และพื้นที่ร่มเงาช่วยลดความร้อน ลดมลพิษทางอากาศ และชะลอน้ำฝนที่ไหลบ่าบนพื้นผิวเมือง ทำให้สภาพแวดล้อมปลอดภัยและเหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น


ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า สวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียวริมถนน และป่าขนาดเล็กในเมือง สามารถพัฒนาให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ที่ทำงานร่วมกับระบบสาธารณสุขได้ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญทั้งโรคเรื้อรัง ความเครียด และสภาพแวดล้อมเมืองที่กระตุ้นให้ใช้ชีวิตแบบอยู่กับที่มากขึ้น


การออกแบบเมืองที่คำนึงถึงการเข้าถึง ความปลอดภัย ความหลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ จึงอาจทำให้พื้นที่สีเขียวธรรมดากลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพประชาชนในชีวิตประจำวัน และเป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้เมืองมีทั้งประชากรที่สุขภาพดีขึ้นและมีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง