ไทยถูกจับตาค่าเงินรอลุ้นรอบหน้าถอดพ้นบัญชี

นอกจากเรื่องภาษีแล้วสหรัฐฯ ยังจับจ้องประเทศที่บิดเบือนค่าเงินด้วย และล่าสุดไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตานโยบายอัตราแลกเปลี่ยนหรือ Monitoring List เป็นรอบที่ 2 ร่วมกับอีก 9 ประเทศแต่ธปท.คาดหวังว่ารอบหน้าไทยจะถูกถอดออกจากบัญชีดังกล่าวได้
รวมทั้งจะไปดูความเคลื่อนไหวของการใช้เงินดิจิทัลเช่นที่รัสเซียจะเริ่มใช้จริงจังในปีนี้และมีสถานะเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ขณะเดียวกับได้สั่งห้ามการขุดเหรียญคริปโทในมอสโคเพราะใช้ไฟฟ้ามากไป ด้านธนาคารยักษ์ใหย่อย่าง Standard Chartered หันมารุกตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น
นอกจากประเด็นการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ยังเป็นเรื่องสำคัญ อีกหนึ่งประเด็นที่กำลังถูกจับตาไม่แพ้กัน คือการที่ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังคงจัดให้ประเทศไทยอยู่ใน บัญชีประเทศที่ต้องจับตาดูด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Monitoring List เป็น รอบที่ 2 ติดต่อกัน ร่วมกับอีก 9 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนอาจเข้าใจผิดคือ การอยู่ใน Monitoring List ไม่ได้หมายความว่าไทยเป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน เพราะในรายงานล่าสุด กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุชัดว่า ไม่มีประเทศคู่ค้ารายใดเข้าข่ายบิดเบือนค่าเงิน ในช่วงการประเมิน 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2568 แต่สหรัฐฯ ยังคงติดตามประเทศคู่ค้าสำคัญที่มีแนวโน้มต้องเฝ้าระวังด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
คำถามคือทำไมประเทศไทยยังอยู่ในบัญชีนี้ คำตอบคือสหรัฐฯ ใช้เกณฑ์พิจารณาทั้งหมด 3 ข้อข้อแรก คือ การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ข้อที่สอง คือ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และข้อที่สาม คือ การแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน เข้าเกณฑ์เพียงข้อเดียว คือ การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำหนดไว้ ส่วนอีก 2 เกณฑ์ ไทยไม่เข้าเงื่อนไขแล้ว เพราะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงเหลือ 2.8% ของ GDP ต่ำกว่าเกณฑ์ 3% ขณะที่การแทรกแซงค่าเงินบาทก็ไม่เข้าเกณฑ์เช่นกัน เพราะการซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิของไทยอยู่ต่ำกว่าเงื่อนไขที่สหรัฐฯ กำหนดแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิ แต่คิดเป็นประมาณ 1.8% ของ GDP งต่ำกว่าเกณฑ์ที่สหรัฐฯ กำหนดไว้ที่ 2% ของ GDP และไม่ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ไทยยังไม่ถูกถอดออกจาก Monitoring List เป็นเพราะกฎของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำหนดว่า ประเทศที่ถูกจัดเข้า Monitoring List จะต้องอยู่ในบัญชีอย่างน้อย 2 รอบการประเมินติดต่อกัน เพื่อให้สามารถติดตามนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง
ด้าน นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า รายงานฉบับถัดไป ที่จะออกนช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าซึ่งจะประเมินข้อมูลช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 ไทยมีโอกาสสูงที่จะเหลือเข้าเกณฑ์เพียงข้อเดียวเช่นเดิม และหากไม่มีปัจจัยใหม่เพิ่มเติม ก็มีโอกาสที่จะถูกถอดออกจาก Monitoring List ได้ซึ่งธปท.จะติดตามการประเมินของ อย่างใกล้ชิดต่อไป สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ประเมินว่า ความเสี่ยงของไทยในรอบถัดไปลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนประเทศไทย แม้จะไม่ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทจนเข้าหลักเกณฑ์ของสหรัฐฯ แต่ช่วงที่ผ่านมาเงินบาทก็เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เงินบาทอ่อนค่ารวดเร็วจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ไทยต้องใช้เงินตราต่างประเทศในการนำเข้ามากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทเผชิญแรงกดดันมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
นอกจากนี้ การที่ไทยมีการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกในบางช่วง ยังทำให้ดุลการค้าถูกกดดัน และเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่า อีกปัจจัยสำคัญคือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ส่วนต่างดอกเบี้ยดังกล่าวจูงใจให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Carry Trade หรือกู้เงินบาทที่ต้นทุนต่ำไปลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้มีแรงขายเงินบาทออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และยิ่งกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
แม้วันนี้ประเทศไทยยังอยู่ใน Monitoring List ของสหรัฐฯ แต่การเข้าเกณฑ์เพียง 1 ใน 3 ข้อ ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า โอกาสที่ไทยจะถูกถอดออกจากบัญชีเฝ้าระวังในรอบการประเมินครั้งถัดไปมีมากขึ้น หากไม่มีปัจจัยใหม่ที่ทำให้กลับเข้าเกณฑ์เพิ่มเติม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
