ยุทธการจีนปราบสแกมเมอร์ ประหารจีนเทา ตัดวงจรคอลเซนเตอร์

เมื่อไม่นานมานี้ ทางการจีนได้ดำเนินการประหารชีวิตสมาชิก ตระกูลหมิง และ ตระกูลไป๋ ตัวการสำคัญของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติที่หลอกลวงผู้คนทั่วโลก
การลงโทษขั้นสูงสุดครั้งนี้ สะท้อนว่า จีนยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์จากคดีอาชญากรรมทั่วไป สู่ปัญหาความมั่นคงของรัฐอย่างจริงจัง
ปัญหาสแกมเมอร์เป็นวิกฤตระดับโลกที่อยู่มานาน สร้างความเสียหายแก่ผู้คนในแทบทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย
คำถามสำคัญคือ อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้จีนตัดสินใจเปิดเกมกวาดล้างแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเด็ดขาด และในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งไทย แต่ละพรรคการเมืองเสนอแนวทางรับมือปัญหานี้ไว้อย่างไรบ้าง
“ปฏิบัติการ 1027” จุดเปลี่ยนจีนเปิดเกม ล้างบางแก๊งสแกมเมอร์
จุดเริ่มต้นที่ทำให้ประชาคมโลกมองว่า จีนเริ่มยกระดับการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง คือ ปฏิบัติการ 1027 ที่เกิดขึ้นในเมียนมาเมื่อปี 2023 หลังมีรายงานต่อเนื่องว่า พลเมืองจีนจำนวนมากถูกหลอกลวงไปกักขัง ถูกทำร้ายร่างกาย และในบางรายถูกสังหารภายในศูนย์สแกมเมอร์บริเวณชายแดนเมียนมา
แม้ก่อนหน้านี้ ทางการจีนเคยใช้มาตรการทางการทูต ทั้งการส่งหนังสือประท้วงและการกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาให้จัดการปัญหา แต่ท้ายสุดมักจะจบลงด้วยการจับคนงานระดับปฏิบัติการเท่านั้น ขณะที่ผู้บงการและโครงสร้างอำนาจของขบวนการอาชญากรรมยังคงดำรงอยู่
เมื่อปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขแบบถูกจุด นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า จีนได้เลือกใช้แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ด้วยการสนับสนุนทางอ้อมกับกลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ (Three Brotherhood Alliance) ประกอบด้วย กองทัพอาระกัน (AA) กองทัพโกก้าง (MNDAA) กองกำลังตะอาง (TNLA) เปิดฉากโจมตี ภายใต้ชื่อ “ปฏิบัติการ 1027” เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2023 บริเวณพื้นที่รัฐฉานตอนเหนือ ใกล้ชายแดนจีน โดยเฉพาะเมืองเล่าก่ายย์ ซึ่งถูกมองว่า เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่
ปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการสกัดอิทธิพลของตระกูลมาเฟียที่ควบคุมธุรกิจสแกมเมอร์และคาสิโน, ส่งตัวผู้กระทำผิดกลับไปดำเนินคดีที่จีน และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารเมียนมาให้ร่วมมือกวาดล้างอาชญากรข้ามชาติจริงจัง
ขณะเดียวกัน ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาอ่อนแอลง เนื่องจากสูญเสียการควบคุมพื้นที่ทางตอนเหนือ
ตามรายงานของทางการจีนและสื่อจีน ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยมากกว่า 44,000 ราย รวมถึงทลายเครือข่าย 4 ตระกูลใหญ่แห่งโกก้าง ซึ่งถือว่า เป็นตัวการสำคัญที่ดำเนินธุรกิจคาสิโน และแก๊งคอลเซนเตอร์ หลอกลวงเงินผู้คนทั่วโลกไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
4 ตระกูลใหญ่แห่งโกก้าง ผู้กุมอำนาจจักรวรรดิ คอลเซนเตอร์แห่งเมียนมา
4 ตระกูลใหญ่แห่งโกก้าง หรือ Four Families of Kokang คือตระกูลผู้กุมอำนาจจักรวรรดิคอลเซนเตอร์แห่งเมียนมา ประกอบไปด้วย ตระกูลหมิง, ตระกูลไป๋, ตระกูลเว่ย และตระกูลหลิว
ตระกูลเหล่านี้ก้าวขึ้นมามีอำนาจในโกก้างตั้งแต่ปี 2009 หลังการสนับสนุนกองกำลังทหารเมียนมาและโค่นล้ม ตระกูลเผิง ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่เคยมีอิทธิพลในโกก้างมาก่อน
4 ตระกูลเข้าควบคุมกาสิโน และธุรกิจอื่น ๆ ในเล้าก่ายย์ ก่อนจะกลายมาเป็นฉากบังหน้าให้ศูนย์สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน
ตระกูลเหล่านี้ มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังทหารเมียนมา ผู้นำตระกูลบางคนเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐ และอดีตสมาชิกคณะกรรมการผู้นำโกก้าง
รายงาน ระบุว่า มีชาวต่างชาติราว 1 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ถูกล่อลวงและบังคับให้ทำงานในสถานที่แห่งนี้ เพื่อหลอกลวงคนทั่วโลก โดยคาดว่า ธุรกิจกาสิโน และศูนย์สแกมเมอร์สร้างรายได้ให้ 4 ตระกูลนี้ ปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะล่มสลาย หลังจีนร่วมมือกับนานาชาติ จัดการแก๊งจีนเทากลุ่มนี้ให้สิ้นไป
ท้ายที่สุด ทางการจีนได้สั่ง ประหารชีวิตสมาชิกตระกูลหมิง 11 ราย และ ตระกูลไป๋อีก 4 ราย เพื่อยุติอิทธิพลของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ฝังรากลึกในภูมิภาค ขณะที่สมาชิกตระกูลอื่น ๆ ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมายจีน
ทำไมจีนตัดสินใจ ปราบแก๊งสแกมเมอร์ ด้วยบทลงโทษรุนแรง
บทวิเคราะห์เรื่อง Cyber Scam Centers: A Growing Flashpoint in China-Myanmar Relations จาก Stimson Center ชี้ว่า สำหรับจีนเรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของรัฐ โดยตรง เนื่องจากมีชาวจีนตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการถูกหลอกลวงเงิน และการถูกล่อลวงไปบังคับทำงานในแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด-19 ที่อาชญากรรมลักษณะนี้ระบาดมากขึ้น
นอกจากนี้ แก๊งอาชญากรข้ามชาติก็ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนจีน โดยเฉพาะบริเวณชายแดนพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่รัฐควบคุมได้ยาก, รวมถึงกระแสความไม่พอใจในสังคมจีนทวีความรุนแรงมากขึ้น
ที่สำคัญ เครือข่ายเหล่านี้ ส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงกับคนจีนโดยตรง จนทางการจีนไม่สามารถที่จะเพิกเฉยได้อีกต่อไป นำไปสู่การปราบปรามจริงจัง และใช้บทลงโทษรุนแรง อย่าง การประหารชีวิต ต่อแก๊งอาชญากรข้ามชาติกลุ่มนี้ แสดงจุดยืนว่า ผู้ทำผิดต้องได้รับโทษที่แข็งกร้าว
ช่วงต้นปี 2025 จีนได้ดำเนินการมาตรการหลายอย่าง เพื่อกวาดล้างสแกมเมอร์ ทั้งการหยิบยกประเด็นนี้ หารือกับประเทศสมาชิกอาเซียน ประสานความร่วมมือกับนานาชาติ, จัดตั้งกลไกประสานงานร่วมกับไทย ซึ่งที่ผ่านมา ไทยได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัยหลายคนให้กับทางการจีน อย่าง เฉอ จื้อเจียง ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเมืองชเวโก๊กโก่, แจ๊ค หยาง เจ้าพ่อสแกมเมอร์ระดับสั่งการจากฐานปฏิบัติการในฟิลิปปินส์ที่หลบหนีคดีเข้ามาในไทย
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง แต่ละพรรคมุ่งจัดการสแกมเมอร์อย่างไร ?
แม้จะมีการกวาดล้างอย่างจริงจัง แต่ก็ต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ไม่ได้หายไปไหน หากแต่ปรับตัว ย้ายฐาน และเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามของภาครัฐ
หันกลับมามองที่ประเทศไทย ในช่วงตลอดของการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 นโยบายที่เด่นชัดสุด ที่แต่ละพรรคออกมาชูโรง นั่นคือ นโยบายการปราบปรามสแกมเมอร์ ที่ถูกหยิบยกให้เป็นประเด็นความมั่นคงระดับประเทศ แม้ว่าคนไทยจะต้องจมกับความเดือดร้อนนี้มานานหลายปี
แล้วแต่ละพรรคนโยบายจะจัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ?
เริ่มกันที่ พรรคประชาชน ที่เราอาจได้ยินสโลแกนครั้งนี้ว่า “มีส้ม ไม่มีเทา” และถึงจะเจอเทาในพรรค ก็จัดการทันที
โดยพรรคประชาชนเสนอปิดตายวงจรทุนเทาผ่าน 3 มิติ
มิติที่หนึ่ง: ยกระดับเป็น "วาระแห่งชาติ" เปลี่ยนจากการรับมือคดีฉ้อโกงรายบุคคล เป็นการรับมือกับ "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ"
มิติที่สอง: แก้ปัญหาด้วยยุทธศาสตร์ 3 ระดับ ทั้งระดับประเทศ ระดับชายแดน และระดับโลก
มิติที่สาม: ปฏิรูปกฎหมาย ให้ครอบคลุมโลกดิจิทัล ตลอดจนจัดตั้งหน่วยอัยการและศาลคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาคดีสแกมและฟอกเงินเฉพาะ
พรรคภูมิใจไทย เน้นการกวาดล้างขบวนการมิจฉาชีพแบบถอนรากถอนโคน เสนอกลไกการเฝ้าระวังเชิงรุก ตรวจสอบบัญชีต้องสงสัยและบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใด เพื่อสกัดกั้นก่อนจะเกิดความเสียหาย
พรรคประชาธิปัตย์ ปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงแบบรวมศูนย์บูรณาการ, มีเครื่องมือตรวจจับ Scam เชิงรุกด้วย AI Radar, ตั้งกองทุนเยียวยาเหยื่อสแกมเมอร์ และสกัดการฟอกเงิน ด้วยการออกกฎหมายคุมเงินดิจิทัล
พรรคเพื่อไทย เสนอยึดทรัพย์เพื่อเยียวยา, เร่งบังคับใช้กฎหมายให้ธนาคาร และเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ ต้องร่วมรับผิดชอบ, คุมเข้มจำนวน SIM Card และ Track ข้อมูล Travel SIM ทุกใบ, ขึ้นบัญชีดำอาชญากรข้ามชาติ และผลักดันไทยเป็น 'ศูนย์กลางปราบสแกมเมอร์อาเซียน'
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
https://www.stimson.org/2025/cyber-scam-centers-a-growing-flashpoint-in-china-myanmar-relations/
https://www.brookings.edu/articles/operation-1027-changing-the-tides-of-the-myanmar-civil-war/
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
