รีเซต

สงครามอิหร่าน เขย่าบ้าน “ทรัมป์” กลับตัวก็ไม่ได้ เดินต่อไปก็ยาก

สงครามอิหร่าน เขย่าบ้าน “ทรัมป์”  กลับตัวก็ไม่ได้ เดินต่อไปก็ยาก
TNN ช่อง16
19 มีนาคม 2569 ( 18:43 )

“ผมสนับสนุนคุณค่าและนโยบายต่างประเทศที่ท่านประธานาธิบดีทรัมป์เคยหาเสียงไว้ในปี 2016, 2020, 2024 ซึ่งท่านได้เคยบังคับใช้มาแล้วในสมัยแรก … 


จนกระทั่ง มิถุนายน ปี 2025 ที่ท่านน่าจะเข้าใจว่า สงครามในตะวันออกกลางคือ ‘กับดัก’ ที่ปล้นชีวิตอันมีค่าของชาวอเมริกัน ทำลายความมั่งคั่งและความเฟื่องฟูของชาติจนสิ้น“ 


นี่คือบางส่วนจากจดหมายลาออกของ “โจ เคนต์” อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงระดับสูงของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตัดสินใจแยกทางกับทำเนียบขาว ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่กำลังกดดันรัฐบาลทรัมป์อย่างหนัก 


หากจะพูดให้ชัดกว่านั้น การลาออกของเคนต์ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคลในตำแหน่งความมั่นคง แต่กำลังกลายเป็นสัญญาณเตือนที่เริ่มชัดเจนแล้วว่า ภายในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 นั้นปรากฏรอยร้าวจากผลพวงของสงครามในครั้งนี้ 


ทว่า รอยร้าวนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่กำลังลุกลามไปถึงคำถามใหญ่กว่านั้นคือ ทรัมป์ยังยืนอยู่บนคำว่า “America First” จริงหรือไม่ และในเวลานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมอเมริกันกับอิสราเอลกำลังเปลี่ยนไปหรือเปล่า ท้ายที่สุดแล้ว MAGA (Make America Great Again) กำลังจะเดินต่อไปทางไหนในวันข้างหน้า 


เปิดผนึกจดหมายลาออก มือฉมัง ‘MAGA’ 


แคร์รี แดนน์ บรรณาธิการบริหารของ Cook Political Report มองว่า การลาออกของเคนต์ อาจเป็น “อาการ” มากกว่าจะเป็น “ชนวนเหตุ” แต่ถึงอย่างนั้นก็มีนัยสำคัญมาก เพราะนี่คือเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกในรัฐบาลที่กล้าออกมาหักกับนโยบายอิหร่านของทรัมป์อย่างเปิดเผย 


ในจดหมายลาออก เคนต์เขียนชัดเจนว่า เขาไม่สามารถหาเหตุผลอันชอบธรรมใดๆ มารองรับสงครามนี้ได้อีกต่อไป และยืนยันว่าอิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามเร่งด่วนต่อสหรัฐฯ 

 

และสิ่งที่ทำให้จดหมายฉบับนี้ถูกจับตามองมากยิ่งขึ้นคือวิธีที่เคนต์เลือกใช้ถ้อยคำ ซึ่งเขาเหมือนจะชี้นิ้วไปที่คนรอบตัวทรัมป์และอิสราเอล แต่ก็ยังไม่กล่าวโทษทรัมป์โดยตรง แดนน์มองว่า จุดนี้สะท้อนรอยร้าวเล็กๆ ที่เริ่มปรากฏขึ้นในฐานเสียงของทรัมป์ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทรัมป์ขายภาพตัวเองในฐานะผู้นำที่ต้องการหลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่านกำลังเปิดพื้นที่ให้เสียงที่รู้สึกไม่พอใจจากฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วนดังขึ้นเรื่อยๆ 

ในจดหมายลาออก เคนต์ย้ำว่า เขาไม่อาจสนับสนุนสงครามอิหร่านต่อไปได้ด้วยสติสัมปชัญญะที่มีอยู่ เขายืนยันว่าอิหร่านไม่ได้มีภัยคุกคามที่ดูแล้วว่าจะใกล้เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ และยังบอกด้วยว่า จุดเริ่มต้นของสงครามครั้งนี้เกิดจากแรงกดดันของอิสราเอล และสิ่งที่เขาเรียกว่า “เครือข่ายล็อบบี้อเมริกันที่ทรงอิทธิพล” 

ฟากทรัมป์ตอบโต้ทันทีว่า การที่เคนต์ลาออกไปก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะสิ่งที่เคนต์พูดว่าอิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่ในมุมของทรัมป์กลับย้ำตลอดว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคาม และทุกประเทศก็รู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่จะมีใครอยากลงมือหรือไม่ที่จะจัดการกับอิหร่าน 

เคนต์ ผู้ซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกสภาคองเกรสและอดีตหน่วยรบพิเศษ Green Beret ในขณะเดียวกัน เขาก็อยู่ในพื้นที่การเมืองที่ค่อนข้างจะสร้างความน่าประหลาดใจให้กับสายตาคนอเมริกัน เพราะแม้เดโมแครตบางคนจะเห็นด้วยกับข้อสรุปของเขาที่มองว่า นี่คือสงครามที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นแต่ก็ไม่อยากจะยกเขาขึ้นมาเป็นฮีโร่ทางการเมือง เนื่องจากตัวเคนต์เองก็มีประวัติที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันทฤษฎีสมคบคิดหลายเรื่อง ไมว่าจะเป็น อิรัก อิสราเอล เหตุการณ์ 6 มกราคม และการเลือกตั้งปี 2020 

นอกจากนี้ เคนต์ยังถูกมองว่าเป็นนักการเมืองสายขวาจัดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ทักเกอร์ คาร์ลสัน ซึ่งออกมาปกป้องเขาอย่างเปิดเผย และเตรียมจะคุยกับเคนต์เพิ่มเติมถึงเหุตผลที่ว่า ทำไมเขาถึงลาออก ภูมิหลังแบบนี้เองที่ทำให้การแตกหักของเคนต์กับทรัมป์ถูกจับตาอย่างมากในวอชิงตัน เพราะเขาไม่ใช่แค่ข้าราชการสายกลางธรรมดา แต่คือคนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าอยู่ในจักรวาล MAGA เต็มตัว 

สำหรับประเด็นสำคัญที่สุดในจดหมายลาออก นั่นก็คือคำยืนยันว่า อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามเร่งด่วน ซึ่งแดนน์บอกว่า ณ ตอนนี้ยังไม่มีความเชื่อมั่นในวงกว้างเลยว่ารัฐบาลทรัมป์มีหลักฐานที่ชัดเจนต่อข้อกล่าวอ้างที่มองว่า อิหร่านคือภัยคุกคาม โดยผู้เชี่ยวชาญสายสนับสนุนทรัมป์และสมาชิกสภาหลายคนมองว่า ในภาพรวมอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสหรัฐฯ และอาจจะถึงขั้นเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง 



รัฐบาลทรัมป์ตอบไม่ได้ว่าทำไมต้องทำสงคราม?

ผลสำรวจของ CBS พบว่า ชาวอเมริกันราว 2 ใน 3 มองว่า รัฐบาลทรัมป์ยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลของสงครามในครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน ในมุมมองของแดนน์ ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์นั้นพาประเทศเข้าสู่สงครามอย่างจริงจังโดยปราศจากการปูทางการสนับสนุนพันธมิตรต่างประเทศให้สาธารณะรับรู้ อีกทั้งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถอธิบายต่อสาธารณะถึงเป้าหมายที่แท้จริงของสงครามในครั้งนี้ คาบเกี่ยวระหว่างการหยุดยั้งภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ที่มองว่าใกล้จะเกิดขึ้น กับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน หรือแม้แต่เป้าหมายอื่น 

แดนน์มองว่า การลาออกของเคนต์ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ต้องอธิบายเหตุผลของสงครามให้ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่กลับทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้นก็คือ เสียงจากคนในรัฐบาลเองก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เธอบอกว่า ทรัมป์ส่งสัญญาณหลายครั้งว่า จะประกาศชัยชนะเมื่อเห็นว่าเป้าหมายบรรลุแล้ว แต่ปัญหาคือ เขายังไม่เคยบอกให้ชัดว่าเป้าหมายนั้นคืออะไร 

และถึงต่อให้ทรัมป์ประกาศชัยชนะไม่ว่าจะผลลัพธ์จะจบแบบไหน หรือถอนตัวออกมาได้ ชาวอเมริกันก็อาจต้องเผชิญผลกระทบจากสงครามที่ดันเริ่มไปแล้วอยู่ดี โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซ รวมถึงราคาข้าวของที่สูงขึ้น แดนน์บอกว่า นี่คือความรู้สึกแบบตรงๆ ของชาวอเมริกันที่ไม่ใช่ดูแค่ในภาพข่าว หรือการแถลงผ่านโทรทัศน์ แต่เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสกันได้ด้วยตัวเองว่า สงครามนี้ทำให้พวกเขาต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นที่ปั๊มน้ำมัน ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น ขณะที่อิหร่านเองก็ส่งสัญญาณว่าจะพยายามทำให้ปัญหานี้ยืดเยื้อและหนักขึ้นสำหรับทรัมป์ด้วย 

แดนน์ ยังพูดถึง ตุลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่ออกมาระบุว่า ประธานาธิบดีเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ และเขาได้ตัดสินใจไปแล้ว แต่ท่าทีล่าสุดของเธอที่เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต กลับปฏิเสธที่จะยืนยันคำกล่าวอ้างของทรัมป์ ที่ว่าอิหร่านเคยเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนต่อสหรัฐฯ ซึ่งจุดนี้สะท้อนการวางตัวที่ค่อนข้างยากลำบาก และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก แต่นั่นก็ไม่ได้กลบข้อเท็จจริงที่ว่า ในรัฐบาลทรัมป์ขณะนี้ยังคงมีความเห็นต่างอยู่ 

แกบบาร์ดมีภาพจำในฐานะนักการเมืองที่ไม่สนับสนุนการแทรกแซงจากต่างประเทศ และเคยย้ำหลายครั้งว่า ทรัมป์เคยหาเสียงไว้โดยอ้างบทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถาน ที่ซึ่งทรัมป์เคยลั่นวาจาว่า สหรัฐฯ ไม่ควรถลำกลับไปติดหล่มสงครามเหล่านั้นอีก 

ทรัมป์เองก็ใช้ประเด็นนี้หาเสียงมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาพูดซ้ำๆ ว่า หากเป็นเขา สหรัฐฯ จะไม่เดินซ้ำรอยอีก และจะไม่เข้าไปพัวพันกับสงครามที่ยืดเยื้อ เพราะฉะนั้น สำหรับนักวิจารณ์สายอนุรักษนิยมบางคน การที่ทรัมป์พูดวันนี้ว่า นี่คือสงครามที่จำเป็น และยืนยันว่ามันจะจบลงอย่างรวดเร็วแน่นอน ซึ่งฟังแล้วกลับย้อนแย้งเป็นอย่างมาก เพราะยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มภาระทางการเมืองต่อทรัมป์มากขึ้นเท่านั้น   

อีกประเด็นใหญ่ในจดหมายลาออกของเคนต์ก็คือเรื่องของอิสราเอล แดนน์บอกว่า เคนต์ดูมีท่าทีไม่ไว้วางใจอิสราเอลมานานแล้ว มิหนำซ้ำ เขายังมีเอกสารหลักฐานที่เชื่อมโยงอิสราเอลเข้ากับทั้งสงครามอิรักปี 2003 และสงครามกลางเมืองซีเรีย 

ส่วนทักเกอร์ คาร์ลสัน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักวิจารณ์ฝ่ายอนุรักษนิยม ก็ใช้วาทกรรมคล้ายกัน โดยพูดตรงๆ ว่า สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอิสราเอลอยากให้เกิด ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงหรือความมั่งคั่งอะไรของสหรัฐฯ เลย เป็นสงครามที่ต่อสู้เพื่ออิสราเอลมากกว่า ขณะที่ แดนน์มองว่า คนในรัฐบาลทรัมป์ยังซ้ำเติมข้อกล่าวหานี้ให้ยิ่งมีย้ำหนักเข้าไปอีก เมื่อการสื่อสารที่แสนจะไม่เป็นเอกภาพ อย่างมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ พูดในช่วงต้นของสงครามว่า อิสราเอลจะโจมตีอยู่แล้วไม่ว่าสหรัฐฯ จะทำอะไร และสหรัฐฯ ก็จะเข้าร่วมด้วย ซึ่งแม้ต่อมารูบิโอจะพยายามอธิบายเพิ่มเติม แต่คำพูดของเขาได้กลายเป็นเชื้อไฟให้ฝ่ายอนุรักษนิยมที่ต้องการกล่าวโทษอิสราเอลหยิบมาใช้ขยายเป็นวาทกรรมทางการเมืองต่อทันที  



MAGA ถูกหักหลัง-อิสราเอลในหมู่คนรุ่นใหม่?

อันที่จริงแล้ว กระแสต่อต้านอิสราเอลไม่ใช่เรื่องใหม่ และมันมีอยู่ในทั้งสองขั้วการเมืองในอเมริกา เพียงแต่ในบางกลุ่มขวาจัด ความเห็นเชิงลบต่ออิสราเอลนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิจารณ์นโยบาย แต่บางครั้งมันล้ำเส้นไปถึงถ้อยคำที่มีลักษณะต่อต้านยิวอย่างชัดเจน แดนน์ ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เนื้อหา หากแต่เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงคนหนึ่งนำข้อกล่าวหาแบบนี้มาใส่ไว้ในจดหมายลาออกอย่างชัดเจน 

อย่างไรก็ดี แดนน์กล่าวว่า ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า เรื่องของอิสราเอลได้เปลี่ยนโฉมพรรครีพลับลิกันไปแล้วหรือไม่ แดนน์อ้างถึง ผลสำรวจความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีต่ออิสราเอลในสหรัฐฯ ที่แม้ว่ากำลังลดลงก็จริง แต่แรงเปลี่ยนนี้เกิดขึ้นจริงๆ ก็แค่เพียงในหมู่เดโมแครตและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ขณะที่ในหมู่รีพับลิกัน ภาพรวมต่ออิสราเอลยังคงเทใจสนับสนุนในระดับที่ค่อนข้างสูง 

ทั้งนี้ ผลสำรวจจาก NBC ชี้ว่า ร้อยละ 57 ของเดโมแครตมองอิสราเอลในแง่ลบ ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากเมื่อไม่กี่ปีก่อน ส่วนในฝั่งรีพลับลิกัน ราวร้อยละ 54  ยังคงมองอิสราเอลในแง่บวก แถมยังมีแนวโน้มเห็นใจอิสราเอลมากกว่าปาเลสไตน์ในสงครามกาซาด้วย อีกทั้งคะแนนสนับสนุนทรัมป์ในประเด็นนี้ก็ยังคงแข็งแรงในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของเขา รวมถึงมติของสภาคองเกรสล่าสุดที่เดโมแครตและรีพลับลิกันบางคนพยายามจะจำกัดอำนาจทรัมป์ในสงครามอิหร่านนี้ แต่สุดท้ายมติก็กลับถูกโหวตคว่ำไป  

แดนน์มองว่า แกนสนับสนุนอิสราเอลในพรรครีพลับลิกันยังผูกอยู่กับพันธมิตรเก่าแก่ โดยเฉพาะกลุ่มชาวคริสต์นิกายอีแวนเจลิคัล หรือคริสเตียนโปรเตสแตนต์ และความผูกพันนี้ก็ใช่ว่าจะหายไปได้ง่ายๆ แต่แดนน์ก็ยอมรับว่า ความสงสัยต่ออิสราเอลกำลังค่อยๆ เริ่มปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ จากพื้นที่ฐานเสียงขวาจัดชายขอบ เข้ามายังพื้นที่กระแสหลัก  

ส่วนในมิติของคนรุ่นใหม่ แดนน์ มองว่า ความเปลี่ยนแปลงของเจเนอเรชันก็สำคัญไม่แพ้กัน ชาวอเมริกันที่เป็นอนุรักษนิยมที่อายุยังน้อย มีแนวโน้มมองอิสราเอลในแง่ลบมากกว่าคนอายุมาก โดยกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 35 ปี เป็นกลุ่มที่ตั้งคำถามกับอิสราเอลมากที่สุด ขณะที่ผู้สูงอายุยังคงมีภาพลักษณ์เชิงบวกมากกว่า

ปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่คิดแบบนี้ คือภาพจากกาซาที่ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงวิกฤตมนุษยธรรมที่ตอกย้ำภาพจำความโหดร้ายของสงคราม ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่จำนวนมากก็อาจไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับความเข้าใจทางประวัติศาสตร์แบบเดียวกันกับคนรุ่นก่อน ไม่เข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ ในระดับของการเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้น 

ความตึงเครียดนี้ยังสะท้อนออกมานอกการเมืองกระแสหลักด้วย โจ โรแกน ผู้ดำเนินรายการพอดคาสต์ชื่อดัง ผู้ซึ่งสนับสนุน MAGA และทรัมป์มาโดยตลอด เขาถือเป็นคนที่มีอิทธิพลทางความคิดอย่างมากในหมู่คนอเมริกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายอายุยังน้อย โรแกนพูดตรงๆ ว่า สงครามครั้งนี้ฟังดู “บ้าบอ” เมื่อเทียบกับสิ่งที่ทรัมป์เคยหาเสียงไว้ว่า จะต่อต้านสงครามโง่ๆ ที่ไร้เหตุผล และเขาบอกว่า หลายคนกำลังรู้สึก “ถูกหักหลัง” 

โรแกนยังไม่ยอมรับความต่างระหว่าง “สงคราม” กับ “สงครามไม่รู้จบ” เพราะในมุมของเขา สงครามทุกครั้งล้วนมีแนวโน้มจะยืดเยื้อ แดนน์มองว่า ความเห็นแบบนี้สะท้อนเสียงกังวลจากคนดังและผู้ทรงอิทธิพลบางส่วนในจักรวาลการเมืองแบบทรัมป์ แต่เธอก็ย้ำว่า ตอนนี้มันยังไม่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

ผลสำรวจที่มีอยู่ในเวลานี้กลับชี้ว่า รีพลับลิกันที่นิยามตัวเองว่าเป็น MAGA สนับสนุนสงครามอิหร่านมากกว่าฐานรีพลับลิกันโดยรวมเสียอีก เพราะฉะนั้น ตอนที่ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า เขานี่แหละคือคนที่ตัดสินว่า MAGA หมายถึงอะไร เขาก็ไม่ได้พูดผิดนัก หากดูจากพฤติกรรมของฐานเสียงในตอนนี้ 

รอยร้าวยังฝังรากลึก

แต่ถึงอย่างนั้น แดนน์บอกว่า เงื่อนไขของรอยร้าวที่ลึกกว่าเดิมก็มีอยู่จริง และมีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ 

  1. ราคาน้ำมัน - หากราคาน้ำมันพุ่งแรงในช่วงฤดูร้อน คนอเมริกันจะมองว่านี่คือการทรยศต่อคำสัญญาที่ทรัมป์เคยให้ไว้ว่าจะไม่เอาสงคราม จะมุ่งมั่นทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอเมริกันดีขึ้น 


  1. การส่งทหารอเมริกันไปลงพื้นที่จริง (Boots on the Ground) - แดนน์ย้ำว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นรีพลับลิกันสาย MAGA หรือไม่ก็ตาม แทบไม่มีใครในฐานเสียงฝั่งนี้ที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในตะวันออกกลางเลย หากทรัมป์ตัดสินใจจะส่งไปจริง ความเป็นไปได้ที่ฐาน MAGA จะเริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆ ก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก 


เปิดศึกแย่งนิยาม MAGA 

ในอีกนัยหนึ่ง แดนน์มองว่า เหตุการณ์นี้กำลังเปิดคำถามต่อไปไกลกว่าสงครามอิหร่าน นั่นก็คือ “ศึกแย่งชิงนิยามของคำว่า MAGA” โดยเฉพาะหลังยุคทรัมป์ เพราะในหมู่นักการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองของทรัมป์อย่าง เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ก็เริ่มเห็นสัญญาณความแตกต่างของทั้งสองคนแล้ว 

แวนซ์วางตัวมาตลอดว่า เขาอยู่ข้างทรัมป์เพราะเชื่อว่าทรัมป์จะไม่พาอเมริกาเข้าสู่สงครามในต่างประเทศ แถมยังมีรายงานว่าเขาเองก็เคยไม่เห็นด้วยเท่าไหร่กับการโจมตีอีหร่าน ส่วนรูบิโอมีภาพเป็นสายเหยี่ยวมากกว่า และเป็นคนที่ออกหน้าปกป้องท่าทีของรัฐบาลทรัมป์อย่างแข็งขัน ความแตกต่างในท่าทีของทั้งสองคนนี้ยิ่งเป็นส่วนสำคัญที่น่าจับตามอง เมื่อการเมืองอเมริกันเริ่มมองไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปลายปีนี้ หรือแม้แต่การเลือกตั้งในปี 2028  

ท้ายที่สุดแล้ว แดนน์สรุปว่า ความหมายทางการเมืองของความขัดแย้งทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับคำถามเดียวที่สำคัญมากที่สุดคือ สงครามนี้จะยืดเยื้อนานแค่ไหน แม้ในเวลานี้สงครามอิหร่านยังไม่เป็นที่นิยมในระดับประเทศ เพราะมีเสียงคัดค้านมากกว่าสนับสนุนประมาณ 2 ต่อ 1 แต่คะแนนนิยมในตัวทรัมป์ก็ยังไม่ได้ลดลงอย่างฮวบฮาบ และความคิดเห็นในหมู่สาธารณะก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาของสงคราม 

อนึ่ง ทรัมป์เริ่มต้นสงครามนี้ด้วยการวาดภาพว่า มันจะเป็นปฏิบัติการระยะสั้นและจะจบเร็ว แต่ตอนนี้รัฐบาลเองก็เริ่มขยับกรอบเวลานั้นออกไปแล้ว ผู้ที่สนับสนุนปฏิบัติการนี้ในช่วงแรกเองก็เชื่อแบบนั้นว่ามันจะจบได้เร็ว ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองตั้งแต่ต้นว่า ไม่มีทางแน่นอน มันมีแต่แนวโน้มจะยืดเยื้อ และยิ่งสงครามลากยาวมากเท่าไหร่ รอยร้าวในบ้านทรัมป์และแรงต้านจากสาธารณชนก็ยิ่งมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น 

และถ้าความสูญเสียยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนั้นคนอเมริกันอาจเริ่มถามหนักขึ้นว่า สหรัฐฯ กำลังจ่ายเงินนี้ไปเพื่ออะไร จ่ายแล้วได้อะไรกลับมา โดยเฉพาะกับคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเลือกทรัมป์กลับเข้ามาในปี 2024 เพราะเชื่อเหลือเกินว่าเขาคือผู้นำที่จะไม่ดึงอเมริกาเข้าหาสงครามแบบนี้อีก 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง