“สงคราม” ทุบธุรกิจโลก ใครเจ็บหนักสุด

รายงานของ “รอยเตอร์ส” ที่วิเคราะห์ตัวเลขงบการเงินของบริษัทต่าง ๆ ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น โดยขณะนี้บริษัทต่าง ๆ ได้รับความเสียหายแล้วอย่างน้อย 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และตัวเลขมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายด้าน ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และเส้นทางขนส่งสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ บริษัทต่าง ๆ อาทิ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G), คาเร็กซ์ (Karex) ผู้ผลิตถุงยางอนามัยของมาเลเซีย และโตโยต้า (Toyota) ได้ออกมาเตือนถึงความเสียหายที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 ขณะที่บริษัทหลายแห่งผลกระทบจะเริ่มปรากฏในช่วงไตรมาส 2 และรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
บริษัทอย่างน้อย 279 แห่งระบุว่า สงครามเป็นตัวกระตุ้นให้ต้องดำเนินการเพื่อลดผลกระทบทางการเงิน ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นราคา การลดกำลังผลิต การระงับจ่ายเงินปันผลหรือการซื้อหุ้นคืน การลดจำนวนพนักงาน การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง หรือขอรับความช่วยเหลือฉุกเฉินจากรัฐบาล ขณะที่สงครามครั้งนี้ได้สร้างผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมากต่อเนื่องจากวิกฤตโควิดและสงครามรัสเซีย-ยูเครน และยังไม่มีวี่แววที่ความขัดแย้งจะคลี่คลาย
ในบรรดาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อุตสาหกรรมการบินเผชิญผลกระทบหนักสุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง 5.45 พันล้านดอลลาร์ ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคกระทบราว 2.41 พันล้านดอลลาร์ ด้านอุตสาหกรรมเรือสำราญ-ขนส่งทางทะเล 1.36 พันล้านดอลลาร์ และผลกระทบส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสงครามต่อภาคธุรกิจเกือบเท่ากับผลกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัทหลายร้อยแห่งยอมรับว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากมาตรการภาษีดังกล่าว
เมื่อแยกตามจำนวนบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม พบว่า อุตสาหกรรมสายการบินมีบริษัทที่ได้รับผลกระทบมากสุด 45 แห่ง รองลงมาเป็นกลุ่มเคมีภัณฑ์ 32 แห่ง สินค้าอุปโภคบริโภค 29 แห่ง น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 28 แห่ รถยนต์ 22 แห่ง ส่วนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ 16 แห่ง วัสดุ 14 แห่ง ค้าปลีก 12 แห่ง การเงิน 10 แห่ง เครื่องจักรกล 8 แห่ง ด้านกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมีบริษัทได้รับผลกระทบ 7 แห่ง เท่า ๆ กับพลังงานและเทคโนโลยี ส่วนที่เหลือ 42 แห่งกระจายในอุตสาหกรรมอื่น ๆ
นักวิเคราะห์อธิบายว่า เมื่อการเติบโตทางธุรกิจชะลอตัว อำนาจในการกำหนดราคาจะลดลง และการรับมือต้นทุนคงที่ก็ยากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อส่วนต่างกำไรในไตรมาส 2 ปีนี้ และช่วงเวลาหลังจากนั้น ส่วนราคาที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องมีแนวโน้มจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว
ปัจจัยหลัก ๆ มาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดสงครามกว่าร้อยละ 50 ประกอบกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น ตามมาด้วยปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากตัดเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ รวมถึงปุ๋ย ฮีเลียม อะลูมิเนียม โพลีเอทิลีน และวัตถุดิบสำคัญอื่น ๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้าต่าง ๆ
น่าสนใจว่า ราว 1 ใน 5 ของบริษัทที่ “รอยเตอร์ส” ทำการวิเคราะห์ ซึ่งผลิตสินค้าตั้งแต่เครื่องสำอางไปจนถึงยางรถยนต์และผงซักฟอก รวมถึงผู้ประกอบการเรือสำราญและสายการบิน ต่างก็ได้รับผลกระทบจากสงคราม โดยส่วนใหญ่มีฐานการดำเนินงานในยุโรปและอังกฤษ ซึ่งต้นทุนด้านพลังงานสูงอยู่แล้ว ขณะที่อีกเกือบ 1 ใน 3 มาจากเอเชีย สะท้อนถึงการพึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงจากตะวันออกกลางของภูมิภาคยุโรปและเอเชีย
บริษัทเกือบ 40 แห่งในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเคมีภัณฑ์และวัสดุ มีแผนจะปรับขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากความเสี่ยงจากปริมาณปิโตรเคมีในตะวันออกกลาง โดย “มาร์ก เออร์เซก” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ “นีเวลล์ แบรนด์ส” (Newell Brands) ระบุว่า การที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะเพิ่มต้นทุนของภาคธุรกิจประมาณ 5 ล้านดอลลาร์
สำหรับผลกระทบของประเทศคู่ขัดแย้งก็เริ่มปรากฏขึ้นแล้ว กรณีของสหรัฐฯ การขยายตัวของ GDP ในไตรมาสแรกปีนี้ อยู่ที่ร้อยละ 2 เนื่องจากการฟื้นตัวจากภาวะชัตดาวน์ หรือการปิดทำการของหน่วยงานรัฐเป็นเวลา 43 วันเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโตเพียงร้อยละ 0.5 ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 แต่แนวโน้มยังไม่แน่นอนจากการทำสงครามกับอิหร่าน
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ถึงแม้ GDP ในไตรมาสแรกปีนี้จะได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐที่ขยายตัวร้อยละ 9.3 หลังจากลดลงร้อยละ 1.16 ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ประกอบกับการลงทุนของภาคธุรกิจที่ได้แรงหนุนจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 แต่การใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 70 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ขยายตัวที่ร้อยละ 1.6 ในไตรมาสแรกปีนี้ ชะลอตัวลงจากร้อยละ 1.9 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายสำหรับซื้อสินค้าที่รวมถึงอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ลดลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาคบริการที่ชะลอตัวลง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังบูม ในขณะที่ภาคครัวเรือนรายได้ปานกลางกำลังดิ้นรนกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น กดดันให้การบริโภคชะลอตัวลง
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในสหรัฐฯ เดือนเมษายน อยู่ที่ร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.3 ในเดือนมีนาคม และเป็นการขยับขึ้นมากสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2566 ซึ่งแตะร้อยละ 4 เนื่องจากผลกระทบจากสงครามส่งผลต่อผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งนี้ ต้นทุนพลังงานพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 17.9 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2565
ส่วนอิสราเอลที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ก็เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในไตรมาสแรกปีนี้เช่นกัน เนื่องจากการทำสงครามกับอิหร่าน่ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติอิสราเอล ระบุว่า GDP ในไตรมาสแรกหดตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พลิกกลับจากที่ขยายตัวร้อยละ 2.9 ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางอิสราเอลคาดการณ์ GDP ในปีนี้จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.8 ลดลงจากที่ประเมินไว้ร้อยละ 5.2 ก่อนสงครามปะทุขึ้น
อัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.9 ในเดือนเมษายน ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางรายเชื่อว่า ธนาคารกลางอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 25 พฤษภาคมนี้
ฝั่งของอิหร่าน สงครามครั้งนี้ถือเป็นต้นทุนมหาศาลที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่อิหร่านคุ้นเคยกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและมาตรการคว่ำบาตรมานานหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธว่าผลกระทบหลัก ๆ จะถูกส่งต่อไปยังชาวอิหร่านผ่านอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ความยากจนที่มากขึ้น ภาคบริการที่อ่อนแอลง และการใช้ชีวิตประจำวันที่ยากลำบากขึ้น
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า GDP ของอิหร่านจะหดตัวร้อยละ 6.1% ในปี 2569 ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 53.7 และอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารพุ่งสูงถึงร้อยละ 115 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเงินเฟ้อขยับสูงขึ้นมาตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามแล้ว ส่วนค่าเงินเรียลของอิหร่านทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 1.9 ล้านเรียลต่อดอลลาร์
“โมฮัมหมัด ฟาร์ซาเนกัน” อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกกลาง จากมหาวิทยาลัยมาร์บูร์ก ตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนชนชั้นกลางในอิหร่านมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2562 จำนวนชนชั้นกลางของอิหร่านลดลงเหลือเพียงร้อยละ 55 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่การคว่ำบาตรครั้งใหม่ รวมถึงสงคราม การทุจริต และการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด จะส่งผลให้จำนวนชนชั้นกลางลดลงไปอีก
สำหรับเศรษฐกิจของกลุ่มความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) 6 ชาติ ได้แก่ บาห์เรน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งอยู่ในพื้นที่แนวปะทะของสงคราม ก็กำลังเผชิญผลกระทบครั้งเลวร้ายสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด คาดการณ์ว่าส่วนใหญ่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจหดตัวในปีนี้ ปัจจัยหลัก ๆ มาจากผลกระทบในตลาดพลังงานที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจในแถบนี้ แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ไม่สามารถส่งออกได้
นักเศรษฐศาสตร์ 18 คน ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของกลุ่ม GCC ที่จัดทำโดย “รอยเตอร์ส” ว่า เศรษฐกิจจะหดตัวอย่างชัดเจน และจะฟื้นตัวบางส่วนในปี 2570 โดยคาดว่าเศรษฐกิจของกาตาร์ คูเวต และบาห์เรน ในปีนี้จะหดตัวลงร้อยละ 6.0, 4.4 และ 2.9 ตามลำดับ จากเดิมที่คาดการณ์ในเดือนมกราคมว่าจะเติบโตร้อยละ 4.9, 3.4 และ 2.9 ส่วน UAE น่าจะเผชิญภาวะหยุดชะงัก หรือไม่ขยายตัว เมื่อเทียบกับเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวถึงร้อยละ 5.0 ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย ผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่สุดของโลก และโอมาน น่าจะรับมือกับผลกระทบได้ดีกว่าเล็กน้อย เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 2.6 และ 2.2 ในปีนี้ แต่ตัวเลขต่ำกว่าคาดการณ์ก่อนเกิดสงครามว่าจะโตถึงร้อยละ 4.3 และ 2.8
อย่างไรก็ตาม การหยุดชะงักด้านการส่งออกพลังงานเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่สงครามยังทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วทั้งภูมิภาค การซ่อมแซมความเสียหายหลังสงครามสิ้นสุด ซึ่งอาจมีมูลค่าราว 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ น่าจะต้องใช้เวลาหลายเดือน และในบางกรณีอาจนานเป็นปี ขณะที่จะส่งผลต่อรายจ่ายของประเทศในกลุ่ม GCC และหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
