โลกร้อนเขย่า “ประกันภัย” จากภัยธรรมชาติ สู่ภัยเศรษฐกิจ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ความเสี่ยงในอนาคตที่ “บริษัทประกัน” จะคาดการณ์บนแบบจำลองอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความจริงที่สะท้อนออกมาแล้วผ่านตัวเลขความเสียหายประจำปี ค่าเบี้ยประกันที่พุ่งสูงขึ้น และการถอนตัวของบริษัทประกันจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับครัวเรือน หากแต่ลุกลามไปสู่ระบบการเงิน เศรษฐกิจ และภาครัฐโดยรวม
บริษัท Ortec Finance ได้วิเคราะห์สถานการณ์ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจนำไปสู่วิกฤต “การไม่สามารถเอาประกันได้” (insurability crisis) โดยชี้ว่า เมื่อเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงทวีความถี่และความรุนแรงขึ้น ต้นทุนและความสามารถในการเข้าถึงการประกันภัยกำลังกลายเป็นประเด็นด้านเสถียรภาพทางการเงินที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย มูลค่าทรัพย์สิน และภาระทางการคลังของรัฐ
ตัวเลขสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน Swiss Re ประเมินว่า ความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีการทำประกัน (หลังปรับตามเงินเฟ้อ) ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ กำลังเพิ่มขึ้นในอัตรา 5–7% ต่อปี ขณะเดียวกัน ผู้นำในอุตสาหกรรมประกันภัยเริ่มตั้งคำถามต่อความสามารถของโมเดลการถ่ายโอนความเสี่ยงแบบดั้งเดิมในการรับมือกับภาวะโลกร้อนที่ต่อเนื่อง
กึนเทอร์ ทัลลิงเงอร์ จาก Allianz เตือนว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส การประกันภัยอาจไม่สามารถให้บริการได้ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ ซึ่งจะบั่นทอนรากฐานสำคัญของระบบการเงินโลก ทั้งนี้ Climate Action Tracker ระบุว่า หากยังคงนโยบายปัจจุบัน โลกอาจเผชิญภาวะโลกร้อนราว 2.6 องศาเซลเซียสภายในปี 2100
อย่างไรก็ตาม Ortec ชี้ว่า วิกฤตไม่จำเป็นต้องรอถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด แม้ที่ระดับโลกร้อน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ทศวรรษ การประกันภัยในพื้นที่เสี่ยงสูงก็อาจมีค่าใช้จ่ายแพงเกินเอื้อมสำหรับครัวเรือนจำนวนมาก สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏชัดในหลายประเทศสำคัญ ในสหรัฐอเมริกา สัดส่วนบ้านที่ไม่มีประกันเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในเวลาเพียง 5 ปี จาก 5% ในปี 2019 เป็น 12% ในปี 2024 ขณะที่ค่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นถึง 38% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเกือบสองเท่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เตือนว่า ภายใน 10–15 ปีข้างหน้า บางภูมิภาคอาจกลายเป็นพื้นที่ที่แทบไม่สามารถทำประกันได้ ส่งผลให้การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยยิ่งยากขึ้น
ในยุโรป มีเพียงราว 20–25% ของความเสียหายจากภัยพิบัติที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองประกัน และช่องว่างการคุ้มครองยังคงขยายตัว กรณีของเนเธอร์แลนด์สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน โดยความเสี่ยงบางประเภท เช่น น้ำท่วมจากทะเลเหนือ ทะเลวัดเดน และแม่น้ำสายหลัก รวมถึงปัญหา “pile rot” หรือการผุพังของเสาเข็ม ซึ่งกระทบบ้านราว 800,000 หลัง กลับอยู่นอกความคุ้มครองตามปกติ รายงาน Ecorys ปี 2019 ประเมินว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหลังสูงถึง 64,000 ยูโร ซึ่งเจ้าของบ้านต้องแบกรับเองเกือบทั้งหมด
สำหรับบริษัทประกัน นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาการตั้งราคา แต่เป็นความท้าทายด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ เมื่อความเสี่ยงทางกายภาพเพิ่มขึ้น ภาระการจ่ายค่าสินไหมก็สูงขึ้นตาม ขณะที่การปรับขึ้นเบี้ยประกันอาจติดข้อจำกัดทางสังคมและการเมือง หากลูกค้าไม่สามารถจ่ายได้ นอกจากนี้ หลังภัยพิบัติ ความสามารถของชุมชนและธุรกิจในการฟื้นตัวและกลับสู่ภาวะปกติ จะส่งผลต่อรูปแบบความสูญเสียในอนาคต และความยั่งยืนของตลาดประกันภัยโดยตรง
หากไม่มีมาตรการป้องกันและปรับตัวอย่างจริงจัง ปัญหาการเข้าถึงประกันภัยอาจไม่ใช่เพียงเรื่องค่าใช้จ่ายของครัวเรือนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นรอยร้าวเชิงระบบที่บ่อนทำลายตลาดที่อยู่อาศัย สั่นคลอนเสถียรภาพทางการเงิน และเพิ่มภาระทางการคลังให้กับรัฐในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
