รีเซต

วิจัยชี้มนุษย์เร่ง “โลกเดือด” อุณหภูมิพุ่งเร็วสุดในรอบกว่า 140 ปี เสี่ยงเกิด “จุดพลิกผัน” ของระบบอากาศ

วิจัยชี้มนุษย์เร่ง “โลกเดือด” อุณหภูมิพุ่งเร็วสุดในรอบกว่า 140 ปี เสี่ยงเกิด “จุดพลิกผัน” ของระบบอากาศ
TNN ช่อง16
9 มีนาคม 2569 ( 11:00 )
24

งานวิจัยด้านภูมิอากาศฉบับใหม่พบว่า กิจกรรมของมนุษย์กำลังทำให้โลกอุ่นขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเกือบเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงหลายทศวรรษก่อนหน้า

การศึกษาระบุว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้เร่งตัวจากระดับต่ำกว่า 0.2 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ในช่วงปี 1970–2015 มาอยู่ที่ประมาณ 0.35 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์เริ่มมีการบันทึกอุณหภูมิโลกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880

นักวิจัยได้ใช้วิธีการวิเคราะห์เพื่อลดผลกระทบจากความแปรปรวนตามธรรมชาติ เช่น วัฏจักรของดวงอาทิตย์ การปะทุของภูเขาไฟ และปรากฏการณ์เอลนีโญ เพื่อแยกผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ออกจากข้อมูลอุณหภูมิโลก พบว่าการเร่งตัวของภาวะโลกร้อนเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ปี 2013 หรือ 2014 เป็นต้นมา

“สเตฟาน รามสตอฟ” นักวิทยาศาสตร์จาก Potsdam Institute for Climate Impact Research และผู้ร่วมเขียนงานวิจัย กล่าวว่า หากอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังคงดำเนินต่อไป โลกอาจมีอุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส ตามเป้าหมายของข้อตกลงปารีสก่อนปี 2030

ด้าน “เซเก ฮอสฟาเทอร์” นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจาก Berkeley Earth ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย ระบุว่า ในหมู่นักวิทยาศาสตร์มีความเห็นสอดคล้องกันมากขึ้นว่าภาวะโลกร้อนกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังต้องศึกษาต่อไปว่าความร้อนที่เพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษล่าสุดนั้น เกิดจากปัจจัยที่มนุษย์สร้างขึ้นมากน้อยเพียงใด หรือเป็นผลจากความแปรปรวนตามธรรมชาติ

รายงานยังระบุว่า มลพิษคาร์บอนที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การลดลงของมลพิษซัลเฟอร์ในช่วงหลัง ซึ่งเดิมเคยช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์และลดความร้อนของโลกชั่วคราว ก็อาจทำให้ผลของภาวะโลกร้อนปรากฏชัดเจนขึ้น

งานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ “เซเก ฮอสฟาเทอร์” ร่วมจัดทำเมื่อปีที่แล้ว ยังพบว่าภาวะโลกร้อนกำลังเร่งตัวเช่นกัน แต่ประเมินอัตราการเพิ่มขึ้นไว้ที่ประมาณ 0.27 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ซึ่งต่ำกว่าผลการศึกษาฉบับล่าสุดเล็กน้อย

นักวิจัยระบุว่า แม้ตัวเลขจะต่างกัน แต่ทั้งสองการศึกษาต่างชี้ให้เห็นว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกกำลังเร่งตัว ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากังวล เนื่องจากโลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่การข้ามเส้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในทศวรรษนี้

ข้อมูลจากชุดอุณหภูมิหนึ่งที่นำมาวิเคราะห์ ซึ่งจัดทำโดยบริการติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปอย่าง Copernicus Climate Change Service ระบุว่า หากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิยังคงดำเนินต่อไป โลกอาจทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสสำหรับค่าเฉลี่ยระยะยาวภายในปีนี้ ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลจากอีก 4 ชุดชี้ว่า การทะลุระดับดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในช่วงปี 2028 หรือ 2029

ด้านนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจาก University of California Santa Cruz กล่าวว่า หากอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิยังคงเร่งตัวต่อไป โอกาสในการจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมจะยิ่งลดลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า การเร่งตัวของภาวะโลกร้อนในปัจจุบันอาจเป็นเพียงช่วงชั่วคราว เนื่องจากในอดีตปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง เช่น ในปี 1998 ก็เคยทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงผิดปกติ ก่อนจะกลับมาชะลอลงในเวลาต่อมา

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากกังวลว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นราว 1.5–2 องศาเซลเซียส อาจกระตุ้นให้เกิด “จุดพลิกผัน” ของระบบภูมิอากาศโลก เช่น การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศขนาดใหญ่ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงในระยะยาว

ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ยังยืนยันว่า ผลกระทบระยะสั้นจากภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น หรือพายุที่สามารถก่อให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น

ก่อนหน้านี้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยืนยันว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วง 3 ปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล ขณะที่ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนยังคงทำสถิติสูงต่อเนื่อง พร้อมความกังวลว่า “แหล่งดูดซับคาร์บอน” ตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้และมหาสมุทร อาจเริ่มสูญเสียความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ความเร็วในการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถของมนุษยชาติในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เหลือศูนย์ได้รวดเร็วเพียงใด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง