“มนุษย์” คือตัวการทำโลกร้อน งานวิจัยชี้อุณหภูมิโลกพุ่งเร็ว แถมขาดแหล่งดูดซับคาร์บอน

งานวิจัยพบว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้เร่งตัวจากระดับไม่ถึง 0.2 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษในช่วงปี 1970–2015 มาอยู่ที่ประมาณ 0.35 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเริ่มบันทึกอุณหภูมิโลกอย่างเป็นระบบในปี 1880 ซึ่งการเร่งตัวของอุณหภูมิครั้งนี้เห็นได้ชัด แม้จะตัดปัจจัยทางธรรมชาติออกจากการวิเคราะห์แล้ว เช่น วัฏจักรของดวงอาทิตย์ การปะทุของภูเขาไฟ และปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งปกติแล้วอาจทำให้อุณหภูมิโลกผันผวนในบางช่วงเวลา
หากอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่ลดลง อุณหภูมิเฉลี่ยโลกอาจอาจเกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสตามเป้าหมายของความตกลงปารีสก่อนปี 2030 ซึ่งเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์มองว่าเป็นเส้นแบ่งสำคัญในการป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง
นักวิจัยได้ใช้วิธีวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยที่ไม่ได้เกิดจากมนุษย์ และนำข้อมูลจากฐานข้อมูลอุณหภูมิโลกสำคัญ 5 ชุดมาวิเคราะห์ ผลลัพธ์พบว่าการเร่งตัวของภาวะโลกร้อนเริ่มปรากฏชัดในช่วงปี 2013–2014 แม้ว่าจะมีการถกเถียงกันว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเกิดจากอิทธิพลของมนุษย์มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับความแปรปรวนตามธรรมชาติ
ปัจจุบันอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยมีสาเหตุหลักจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะเดียวกันการลดลงของมลพิษซัลเฟอร์ที่เคยช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ออกจากโลกก็ทำให้ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น หากอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิยังคงอยู่ในระดับปัจจุบัน ข้อมูลจากบางชุดคาดว่าโลกอาจทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ข้อมูลอื่น ๆ ประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นราวปี 2028–2029
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นในช่วง 1.5–2 องศาเซลเซียส อาจกระตุ้นให้เกิด “จุดเปลี่ยนของระบบภูมิอากาศ” ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบธรรมชาติอย่างรุนแรงและยาวนาน เช่น การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกหรือการเสื่อมสภาพของป่าไม้ขนาดใหญ่
ผลกระทบของภาวะโลกร้อนในระยะสั้นเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น พายุที่ทำให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น และสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยครั้งกว่าเดิม โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยืนยันว่า สามปีที่ผ่านมาเป็นช่วงสามปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ยังแสดงความกังวลว่าแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้และมหาสมุทร ซึ่งช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ อาจเริ่มทำงานได้ลดลง หากแนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจยิ่งทำให้การควบคุมภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องยากมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
