รีเซต

เปิดแผนรัฐบาลไทย รับมือ "วิกฤตพลังงาน" น้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้า เสี่ยงราคาพุ่ง ขาดแคลน ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

เปิดแผนรัฐบาลไทย รับมือ "วิกฤตพลังงาน" น้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้า เสี่ยงราคาพุ่ง ขาดแคลน ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
TNN ช่อง16
8 มีนาคม 2569 ( 08:00 )
15

เปิดแผนพลังงานไทยล่าสุด "น้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้า" รัฐบาลเตรียมรับมืออย่างไร? วิกฤตสงครามเขย่าโลก


ข้อมูลล่าสุดของรัฐบาลไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ณ วันที่ 5 มีนาคม 2569  ยืนยันกับประชาชนว่าปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศยังคงเพียงพอ และขณะนี้ประเทศไทยมีตัวเลขน้ำมันสำรองเพิ่มมาจาก 60 วันเป็น 95 วันแล้ว โดยได้แหล่งน้ำมันจากพื้นที่นอกตะวันออกกลางที่จัดหามาเพิ่มได้อีกประมาณ 30 วัน และตัวเลขดังกล่าวจะมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการทยอยเพิ่มขึ้นไปได้อีกจนถึงเดือนเมษายน


ส่วนมาตรการด่วน การสั่งระงับการส่งออกน้ำมันนั้น โดยมีข้อยกเว้นสำหรับ สปป.ลาว และเมียนมา เนื่องจากมีความเชื่อมโยงด้านพลังงานกับประเทศไทย เพราะไทยมีการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา ทำให้ยังคงต้องพึ่งพาความร่วมมือด้านพลังงานกับทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมประกาศมาตรการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานภายในประเทศเพิ่มเติมด้วย


นอกจากนี้ยังเตรียมประกาศเพิ่มสำรองให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มสัดส่วนการสำรองจากเดิม 1% เป็น 3% เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น


สำหรับด้านราคาน้ำมัน รัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นระยะเวลา 15 วัน โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแล ขณะที่น้ำมันเบนซินจะมีมาตรการช่วยเหลือบางส่วนเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน


ประเด็นเรื่องก๊าชาซที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า  ปัจจุบันคณะกรรมการนโยบายพลังงานได้เร่งหาแหล่งจัดหาก๊าซเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น โดยได้รับการยืนยันจากบริษัท ปตท. ว่าจะมีการหารือกับผู้ค้าพลังงานเพื่อเพิ่มการนำเข้าก๊าซเข้าสู่ประเทศไทย โดยที่ผ่านมาก๊าซส่วนใหญ่ลำเลียงผ่านท่อส่งก๊าซจากเมียนมา และก๊าซ LNG นำเข้าบางส่วนจากประเทศกาตาร์ ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ


ในด้านการจัดหาไฟฟ้า  รัฐบาลจะเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ รวมถึงจัดหาจากพื้นที่อื่นเพิ่มเติม และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ทั้งในส่วนของน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า


กรณีร้อนที่เกิดความตื่นตระหนก ประชาชนบางส่วนแห่ไปเติมน้ำมันและมีการกักตุนก่อนหน้านี้ ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง  เชื่อว่าหากสามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง การกักตุนก็จะลดลงตามไปด้วย


ส่วนเรื่องตัวปั๊มน้ำมัน กรมธุรกิจพลังงาน ได้สั่งการไปยังทุกจังหวัดให้กำชับสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศไม่ให้มีการกักตุนภายในสถานี และให้มีการจัดส่งน้ำมันเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน คาดว่าสถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการจะคลี่คลายได้ภายใน 1–2 วัน


และเรื่องใหญ่ที่คนกังวล คือ ราคาน้ำมัน  รัฐบาลได้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดความผันผวนของราคา โดยที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเคยอยู่ในภาวะติดลบ แต่ปัจจุบันสถานะของกองทุนกลับมาเป็นบวก จึงสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้


นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ โดยจะจัดหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมจากประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และแอฟริกาใต้ รวมถึงบริษัท ปตท. มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับคู่ค้าหลากหลายแหล่งอยู่แล้ว เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตจึงสามารถหารือเพื่อจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมเข้าสู่ประเทศไทยได้


ประเมินผลกระทบไทยจากวิกฤตตะวันออกกลาง ชี้ "Negative Supply Shock" กระแทกรอบด้าน กระทบจีดีพี


สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์  ได้ออกบทวิเคราะห์ประเมินว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ มีลักษณะเป็น "Negative Supply Shock" อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน 


ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตแต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้น ผ่านราคาค่าขนส่งค่าน้ำเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า


"ด้านการท่องเที่ยว" กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์) เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักตัว 


รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากที่อื่นๆ ก็อาจเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ได้เช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี


"ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ" มีแรงงานไทยกว่า 77,000 คน ในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาประเทศลดลง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อาจทำให้ภาคครัวเรือนหรือคนไทยชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน


"ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน" ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก 


ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์


ส่วนในภาพรวมในแง่ของจีดีพี ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประเมินผลกระทบต่อ GDP ไทยไว้สองกรณี หากสถานการณ์ยุติภายใน 1 เดือน เศรษฐกิจปีนี้อาจขยายตัวประมาณ 1.6% จากเดิมที่เคยคาด 2% แต่หากยืดเยื้อ อาจลดลงเหลือประมาณ 1.3% ส่วนราคาน้ำมันในกรณีฐานอาจปรับขึ้นไปอยู่ในช่วง 95–105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะสั้น


สภาหอการค้าไทย ประเมิน "ช่องแคบฮอร์มุซ" คือ ตัวแปรสำคัญ จับตาแรงกระแทก 4 ด้าน

 

สำหรับเอกชนเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เสี่ยงหนักที่สุดและเป็นด่านแรก โดยทางสภาหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง 4 ด้านที่จะกระแทกไทย ซึ่งหลักๆมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ


นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเมินว่า ผลกระทบสำคัญ คือ การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นคอขวดของพลังงานโลก เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก หรือมากกว่า 14–20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และยังเป็นเส้นทางสำคัญของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังตลาดเอเชีย 


หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ หรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยขึ้นมา จะทำให้อุปทานพลังงานเกิดภาวะตึงตัวทันที และส่งผลต่อมาเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสูงขึ้น และเมื่อน้ำมันแพงก็จะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศได้


สำหรับประเทศในเอเชียที่นำเข้าน้ำมันจากเส้นทางนี้เป็นหลัก มีทั้ง จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และถ้าหากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ภูมิภาคเอเชียก็จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน รวมถึงประเทศไทย ที่เราอยู่ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ก็หนีไม่พ้นเช่นกัน 


โดยทางหอการค้าไทยได้ประเมินร่วมกับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ มองว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบ 4 ด้านที่ชัดเจน คือ  


1. ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทันทีและมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง และมีผลต่อต้นทุนค่าขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางบกทั่วโลก ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง


2. การขนส่งสินค้าไปยังอ่าวเปอร์เซียต้องเจอกับ War Risk Premium หรือ “ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม” ที่เพิ่มขึ้นมา จะทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นมีรายงานว่า สูงขึ้นมาแล้วประมาณ 50%


3. การส่งออกไปตะวันออกกลาง อาจชะลอตัวหรือต้องหยุดชั่วคราว และระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น ก็จะส่งผลต่อการบริหารสต็อกสินค้าและกระแสเงินสดด้วย


4. การส่งออกไปยุโรป เจอต้นทุนเพิ่มต่อเนื่อง แม้หลายเส้นทางไปยุโรปรวมถึงสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก ได้ปรับเส้นทางด้วยการไปอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปอยู่แล้วก่อนหน้านี้ จากความตึงเครียดในทะเลแดง แต่หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเดินเรือเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง 


และจะส่งผลต่อราคาสินค้าปลายทางและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และไม่ใช่เพียงแค่ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น แต่จะไปกระทบต่อ ระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งรวมไปกลับแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน 


รวมไปถึง ตัวผลกระทบต่อการเดินทางและความเชื่อมั่น สายการบินระหว่างประเทศหลายแห่งได้ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าในพื้นที่เสี่ยง ทำให้เวลาเดินทางยาวนานขึ้นและต้นทุนเพิ่ม


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง