รีเซต

จับตา "เวียดนาม" ปั้น Vingroup สู่บริษัทระดับโลก ตามรอยซัมซุง เกาหลีใต้

จับตา "เวียดนาม" ปั้น Vingroup สู่บริษัทระดับโลก ตามรอยซัมซุง เกาหลีใต้
TNN ช่อง16
4 สิงหาคม 2569 ( 08:00 )

เวียดนามเลิกเป็นแค่ "โรงงาน"? จากฐานการผลิตของต่างชาติ สู่การสร้างแบรนด์ระดับโลก จับตา "Vingroup" หัวหอกพาธุรกิจเวียดนามบุกตลาดต่างประเทศ


เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เวียดนามถูกมองว่าเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลก โรงงานผลิตเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสมาร์ตโฟนของแบรนด์ระดับโลกทยอยย้ายฐานการผลิตเข้าไปอย่างต่อเนื่อง จนเวียดนามกลายเป็นประเทศที่ได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย


โมเดลนี้ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว การส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง และประชาชนจำนวนมากหลุดพ้นจากความยากจน


แต่วันนี้ เวียดนามกำลังเดินไปอีกขั้น เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น "โรงงานของโลก" อีกต่อไป หากต้องการสร้างบริษัทสัญชาติเวียดนามที่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ เหมือนที่ญี่ปุ่นมี Toyota เกาหลีใต้มี Samsung หรือจีนมี Huawei และ BYD


 Vingroup หัวหอกของการเปลี่ยนเกม


ภาพที่ชัดที่สุดของยุทธศาสตร์ใหม่ คือการเคลื่อนไหวของ Vingroup กลุ่มธุรกิจเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ซึ่งกำลังเร่งขยายธุรกิจออกนอกประเทศอย่างจริงจัง โดยมีแผนพัฒนาโครงการเกือบ 20 โครงการในอย่างน้อย 15 ประเทศ


เดิมที Vingroup เติบโตจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผ่านบริษัทลูกอย่าง Vinhomes ที่พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ รายได้จากธุรกิจนี้กลายเป็นเงินทุนสำคัญในการต่อยอดไปสู่โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์การค้า รถยนต์ไฟฟ้า VinFast รวมถึงธุรกิจ AI และหุ่นยนต์


อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาริมทรัพย์เวียดนามเริ่มเปลี่ยนไป ราคาที่อยู่อาศัยในฮานอยและนครโฮจิมินห์ปรับตัวสูงขึ้นจนคนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก ขณะที่หลายพื้นที่เริ่มมีอุปทานล้นตลาด นักวิเคราะห์จาก ISEAS–Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์มองว่า ยุคทองของการเติบโตแบบก้าวกระโดดกำลังสิ้นสุดลง


นั่นทำให้ Vingroup ต้องมองหาเครื่องยนต์ใหม่ในการเติบโต และเลือกใช้ตลาดต่างประเทศเป็นคำตอบ


ไม่ได้ขายแค่รถ แต่ขาย "โมเดลเมือง"


สิ่งที่ทำให้ Vingroup แตกต่างจากบริษัททั่วไป คือไม่ได้มุ่งส่งออกสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่กำลังส่งออก "โมเดลธุรกิจ"


ตัวอย่างสำคัญคือโครงการ Vietnam City ในอุซเบกิสถาน ซึ่งไม่ได้มีแค่ที่อยู่อาศัย แต่รวมถึงศูนย์การค้า โรงเรียน โรงพยาบาล สวนสาธารณะ ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และบริการสาธารณะครบวงจร


แนวคิดนี้คือการนำประสบการณ์จากการพัฒนาเมืองในเวียดนามไปต่อยอดในต่างประเทศ สร้างรายได้จากทั้งอสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก การศึกษา การแพทย์ และเทคโนโลยีในเวลาเดียวกัน


อินเดียก็เป็นอีกตลาดสำคัญ Vingroup กำลังก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในรัฐทมิฬนาฑู พร้อมเตรียมเปิดบริการแท็กซี่ไฟฟ้าในกรุงนิวเดลี แต่แผนของบริษัทไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายรถ ยังร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โรงเรียน โรงพยาบาล สวนสนุก และสวนสัตว์


ส่วนในแอฟริกา บริษัทเดินหน้าลงทุนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พัฒนาเมืองริมแม่น้ำกว่า 6,300 เฮกตาร์ พร้อมเสนอระบบขนส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับนโยบายเปลี่ยนรถใช้น้ำมันกว่า 300,000 คันเป็นรถยนต์ไฟฟ้า


ขณะที่ในกานา VinFast จับมือกับ Jospong Group นำรถยนต์ไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เข้าสู่ตลาดแอฟริกาตะวันตก


กระจายความเสี่ยงจากสงครามการค้า


อีกเหตุผลสำคัญที่เวียดนามเร่งขยายการลงทุน คือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของการส่งออกทั้งหมด แต่เมื่อสงครามการค้าและมาตรการภาษีกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง การพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไปย่อมเป็นความเสี่ยง


รัฐบาลเวียดนามจึงเร่งเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะเอเชียกลางและเอเชียใต้ ปี 2024 การค้าระหว่างเวียดนามกับอุซเบกิสถานมีมูลค่า 202 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 26.5% จากปีก่อน ขณะที่ความสัมพันธ์กับคาซัคสถานถูกยกระดับเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์


ส่วนอินเดียกลายเป็นคู่ค้าสำคัญอย่างรวดเร็ว มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มจาก 5.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2016 เป็น 16.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ตามข้อมูลของรัฐบาลทั้งสองประเทศและ Reuters


เป้าหมายคือสร้าง "บริษัทข้ามชาติสัญชาติเวียดนาม"


หากมองให้ลึก เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจของ Vingroup แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ เวียดนามกำลังเปลี่ยนจากการรอให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน มาเป็นการผลักดันให้บริษัทเวียดนามออกไปลงทุนในต่างประเทศ สร้างเทคโนโลยี สร้างแบรนด์ และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยตัวเอง นี่คือเส้นทางเดียวกับที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีนเคยเดินมาแล้ว


ล่าสุด รัฐบาลเวียดนามยังประกาศเป้าหมายว่า ภายในปี 2030 ประเทศจะต้องเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการพัฒนา AI ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างแบรนด์ AI ของตัวเอง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต


แล้วไทยควรเรียนรู้อะไร?


คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ "เวียดนามจะแซงไทยหรือไม่" แต่คือ ไทยจะสร้างบริษัทระดับโลกของตัวเองได้เมื่อไร


การดึงการลงทุนจากต่างชาติยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะช่วยสร้างการจ้างงานและยกระดับอุตสาหกรรม แต่ในระยะยาว ประเทศที่เติบโตอย่างยั่งยืนล้วนมีบริษัทของตัวเองที่สามารถแข่งขันในตลาดโลก สร้างนวัตกรรม และถือครองเทคโนโลยีได้


ญี่ปุ่นมี Toyota เกาหลีใต้มี Samsung จีนมี Huawei และ BYD ขณะที่เวียดนามกำลังฝากความหวังไว้กับ Vingroup และ VinFast


หากทำสำเร็จ เวียดนามจะไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตของโลกอีกต่อไป แต่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีแบรนด์ระดับโลกของตัวเอง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้มากกว่าการรับจ้างผลิต


สำหรับไทย นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของการแข่งขันในอาเซียน เพราะในโลกยุคใหม่ ประเทศที่มีโรงงานมากที่สุด อาจจะไม่แข็งแรงเท่ากับประเทศที่มีบริษัทของตัวเองที่ใช้แข่งขันบนเวทีโลกได้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง