รีเซต

เปิดฉากทัศน์ 18 มี.ค. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปมบาร์โค้ด

เปิดฉากทัศน์ 18 มี.ค. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปมบาร์โค้ด
TNN ช่อง16
17 มีนาคม 2569 ( 15:59 )
22

หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองตามกรอบรัฐธรรมนูญ โดยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งทยอยประกาศรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนครบ ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถเปิดประชุมได้ และมีการเลือกประธานสภาเป็นที่เรียบร้อยในช่วงกลางเดือนมีนาคม ท่ามกลางการเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม 2569

อย่างไรก็ตาม ไทม์ไลน์ทางการเมืองดังกล่าวเริ่มถูกแทรกด้วยข้อพิพาทเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ เมื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าบัตรเลือกตั้งที่ใช้จริงมีการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่แตกต่างกันในแต่ละใบ ซึ่งไม่ปรากฏในสื่อตัวอย่างที่เผยแพร่ก่อนหน้านั้น

ในช่วงวันที่ 9–12 กุมภาพันธ์ ประเด็นดังกล่าวเริ่มแพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมกับการตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงรหัสบนบัตรกับข้อมูลผู้ใช้สิทธิ เนื่องจากรหัสดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะตัว ขณะที่กระบวนการในหน่วยเลือกตั้งกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกลำดับผู้มาใช้สิทธิลงบนต้นขั้วบัตรก่อนแจกบัตร

ต่อมาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งออกมาชี้แจงผ่านสื่อ โดยยืนยันว่าการใส่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ควบคุมจำนวนบัตร และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมย้ำว่าไม่สามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ เนื่องจากมีการแยกจัดเก็บข้อมูลออกจากกัน

แต่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม นักวิชาการด้านกฎหมายและภาคประชาสังคมเริ่มตรวจสอบรายละเอียดเชิงระเบียบ โดยพบว่าหลังการนับคะแนน ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งจะถูกบรรจุรวมไว้ในหีบบัตรเดียวกับบัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว ตามระเบียบ กกต. ข้อ 184 ส่งผลให้ข้อถกเถียงขยับจากประเด็นเชิงเทคนิคไปสู่คำถามเชิงโครงสร้างว่าข้อมูลทั้งสองส่วนสามารถแยกออกจากกันได้จริงหรือไม่

เข้าสู่วันที่ 13 มีนาคม 2569 ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลังพิจารณาว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าระบบดังกล่าวอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 โดยคำร้องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องรวม 21 เรื่องที่ยื่นเข้ามาในช่วงก่อนหน้า

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังมีการยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนผลการเลือกตั้ง และมีการดำเนินคดีต่อกรรมการการเลือกตั้ง 8 คนในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ถัดมาในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเริ่มพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประเด็นนี้ขยายจากข้อถกเถียงทางเทคนิคไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายของผู้เกี่ยวข้องโดยตรง


ขณะที่วันที่ 18 มีนาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาว่าจะรับคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งกลายเป็นจุดตัดสินสำคัญของสถานการณ์ เนื่องจากเกิดขึ้นก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม เพียงหนึ่งวัน แม้จะยังไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้าย แต่มีนัยต่อจังหวะทางการเมืองอย่างชัดเจน

หากศาลมีคำสั่งรับคำร้อง คดีจะเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อการจัดตั้งรัฐบาล และเพิ่มความไม่แน่นอนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย ขณะที่หากศาลไม่รับคำร้อง การโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคมจะเดินหน้าต่อไปตามกำหนด แต่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับมาตรฐานความลับของการเลือกตั้งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

ในเชิงฉากทัศน์ หากศาลรับคำร้องและมีคำวินิจฉัยในภายหลังว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ ผลกระทบอาจขยายไปถึงระดับโครงสร้างของประเทศ รวมถึงความเป็นไปได้ของการจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ขณะที่กรณีศาลรับคำร้องแต่ยังไม่มีคำวินิจฉัยในทันที สถานการณ์ทางการเมืองจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีความไม่แน่นอนสูง

ในทางกลับกัน หากศาลไม่รับคำร้อง การเมืองจะเดินหน้าต่อได้ตามกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล แต่ประเด็นเรื่องการออกแบบบัตรเลือกตั้งและการคุ้มครองความลับของผู้ใช้สิทธิยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องได้รับการทบทวนในระยะยาว


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง