รีเซต

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ?​ จาก “อิรัก” สู่ “เวเนฯ” สหรัฐฯ แทรกแซงเพื่อปกป้องโลกจริงหรือ

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ?​ จาก “อิรัก” สู่ “เวเนฯ” สหรัฐฯ แทรกแซงเพื่อปกป้องโลกจริงหรือ
TNN ช่อง16
10 มกราคม 2569 ( 16:39 )
11

จากบทเรียนที่อิรักเมื่อ 20 ปีก่อน สู่ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาปี 2026 โลกกำลังเห็นประวัติศาสตร์ฉายหนังม้วนเดิมอีกครั้งหรือไม่ ?


เมื่อสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี สู่การจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา โดยอ้างภารกิจต้านยาเสพติดและปกป้องประชาธิปไตยเพื่อสร้างความสงบให้โลก


แต่การกระทำที่ออกมานั้น ทำให้โลกหวนนึกถึงสงครามอิรัก และเกิดการตั้งคำถามว่า สิ่งนี้ ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ แล้วระเบียบโลกจะเป็นอย่างไร หากประเทศมหาอำนาจอาจละเมิดกติกานั้นเสียเอง


ย้อนเหตุสงครามอิรัก


หากจะให้ย้อนถึงสงครามอิรัก เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนมีนาคม 2003 เมื่อสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ตัดสินใจบุกอิรัก มีเป้าหมายเพื่อล้มล้าง “ซัดดัม ฮุสเซน” ประธานาธิบดีอิรัก ณ ขณะนั้น

 

โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่า อิรักมีอาวุธทำลายล้างสูง เช่นอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อโลก พร้อมเผยด้วยว่า “ซัดดัม ฮุสเซน” สนับสนุนกลุ่มก่อร้าย “อัลกออิดะห์” ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรม 9/11 เมื่อปี 2001 


อีกข้ออ้างของการรุกรานในครั้งนั้น คือ สหรัฐฯ ต้องการปลดปล่อยชาวอิรักให้เป็นอิสระจาก “ฮุสเซน” ซึ่งปกครองประเทศมานาน 20 ปี และส่งเสริมประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง


การบุกอิรักครั้งนั้น กองกำลังผสม นำโดยสหรัฐฯ ก็สามารถเอาชนะกองกำลังอิรักได้ในระยะเวลาไม่นาน และสามารถขับไล่ “ซัดดัม ฮุสเซน” ออกจากประเทศได้ ก่อนจะถูกจับ และรับโทษประหารชีวิตในปี 2006

“เวเนซุเอลา” บทเรียนเดิมในฉากใหม่ ? 


โลกก็ได้เห็นแล้วว่า ตลอดระยะเวลาที่กองกำลังสหรัฐฯ ประจำการอยู่ที่นั่น ไม่ได้ทำให้อิรักสงบลงอย่างที่คาดหวัง หนำซ้ำประเทศกลับต้องจมอยู่กับความไม่มั่นคง และเผชิญความรุนแรงจากกลุ่มก่อการร้ายยืดเยื้อนานหลายปี


ตัดภาพมาที่ “เวเนซุเอเลา” การกระทำของสหรัฐฯ เมื่อไม่มานี้ เหมือนกำลังฉายหนังม้วนเดิม


การวิจัยทางสังคมศาสตร์ ชื่อ “History Repeating? U.S. Interventionism from Saddam Hussein’s Iraq to Maduro’s Venezuela” จากมหาวิทยาลัยมาเลเซียซาบาห์ วิเคราะห์เปรียบเทียบการแทรกแซงของสหรัฐฯ ระหว่างอิรัก และเวเนซุเอลา 

การศึกษา พบว่า สหรัฐฯ มีรูปแบบการสื่อสารที่คล้ายกันมากในทั้ง 2 เหตุการณ์ ดังนี้ 


  1. สร้างภาพตัวร้าย: ป้ายสีผู้นำของประเทศนั้นว่า เป็นเผด็จการที่ "ไร้ความชอบธรรม" และ "อันตราย"

  2. อ้างภารกิจศีลธรรม: สหรัฐฯ มักใช้ข้ออ้างในการแทรกแซงแต่ละครั้งว่า ทำไปเพื่อช่วยเหลือพลเรือน, ปกป้องประชาธิปไตย หรือ เสถียรภาพของภูมิภาค

  3. เปลี่ยนข้ออ้างตามยุคสมัย: ในอิรัก คือ ครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง ส่วนในเวเนเซุเอลาคือ การค้ายาเสพติดข้ามชาติ แต่เป้าหมายลึก ๆ ยังเหมือนเดิมคือ การเปลี่ยนตัวผู้นำ เปลี่ยนระบบการปกครอง


อย่างไรก็ตาม ยังมีการดำเนินการที่แตกต่างอยู่บ้าง เพราะสำหรับเวเนซุเอลา สหรัฐฯ เลือกใช้ยุทธศาสตร์ผสมผสานกัน เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การโดดเดี่ยวทางการทูต การสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน การข่มขู่ทางทหาร และการโจมตีแบบจำกัดขอบเขต ซึ่งจะต่างจากอิรักที่สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารรุกรานเต็มรูปแบบ


ผลการศึกษา แสดงให้เห็นว่า รอบนี้ สหรัฐฯ เริ่มต้นด้วยแรงกดดันที่ไม่ใช่ปฏิบัติการทางทหารก่อน และจะเพิ่มกองกำลังในภายหลังหากจำเป็น สิ่งนี้ บ่งชี้ว่า สหรัฐฯ ได้เรียนรู้บ้างสิ่งจากปฏิบัติการในอิรัก แต่ไม่ว่า จะใช้วิธีการใด ผลลัพธ์ และเป้าหมาย ยังคงคล้ายคลึงกัน

“น้ำมัน” เหตุผลแท้จริงของการแทรกแซง ?


ผลการศึกษา ชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังคงเป็นแกนหลักของการแทรกแซงของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง 


ในกรณีของอิรัก โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และเส้นทางการค้าที่มียุทธศาสตร์สำคัญเป็นเหตุผลหลัก 


ส่วนเวเนซุเอลา ประเด็นการควบคุมแหล่งน้ำมันและอิทธิพลทางการเงิน กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการแทรกแซง เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


แต่น้ำมันก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด ที่สหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าแทรกแซงครั้งนี้ หากเป็นเหมือน “ของรางวัล” ที่เชื่อมโยงเป้าหมายอื่น ๆ ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์เข้าด้วยกัน


สำนักข่าว The Guardian วิเคราะห์ว่า การแทรกแซงเวเนซุเอลาด้วยเหตุผลเรื่องน้ำมันเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ เพราะน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาเป็นน้ำมันหนัก ผลิตยาก มีต้นทุนสูง และต้องใช้เวลานานกว่าจะนำมาใช้ได้จริง จึงไม่สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาพลังงานของสหรัฐฯ ได้ในระยะสั้น


เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังมีปัจจัยอื่นซ้อนทับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสสร้างกำไรในอนาคตให้กับบริษัทสหรัฐฯ ความพยายามกดราคาน้ำมันโลกลงในระดับหนึ่ง การตัดอิทธิพลของจีนออกจากภูมิภาคที่สหรัฐฯ มองว่าเป็น “สนามหลังบ้าน” การเพิ่มแรงกดดันต่อคิวบา ไปจนถึงการส่งสัญญาณทางการเมืองภายในประเทศ เพิ่มคะแนนนิยมเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในบ้านของตนเอง


แม้แต่ละเป้าหมายจะดูเล็ก ๆ แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกัน มันก็มีนำ้หนักมากพอให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารที่อึกทึก ฉูดฉาด และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดขึ้นในทันที และค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม


หลักการ “มอนโร” คืออะไร ? เหตุใดสหรัฐฯ จึงหยิบมาอ้าง เพื่อแทรกแซงประเทศอื่น


การแทรกแซงของสหรัฐฯ ทั้งในอิรัก และเวเนซุเอลา ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่สะท้อนกรอบความคิดด้านนโยบายต่างประเทศที่สหรัฐฯ ใช้มายาวนานกว่าศตวรรษ


กรณีอิรัก สหรัฐฯ อาศัยแนวคิดบทบาท “ตำรวจสากลโลก” หรือ “ผู้จัดระเบียบโลก” ภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคง และประชาธิปไตย 


แต่สำหรับเวเนซุเอลา ซึ่งตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ สหรัฐฯ กลับดึงเอา “หลักการมอนโร” ที่มองภูมิภาคนี้เป็น “สนามหลังบ้าน” ของตน มาใช้เป็นเกราะกำบัง เพื่อเข้าแทรกแซงประเทศต่าง ๆ บนภูมิภาคนี้


หลักการมอนโร ถูกประกาศขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1823 โดย เจมส์ มอนโร ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ ขณะนั้น มีเป้าหมายคือ สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ชาติยุโรปแทรกแซงกิจการภายในลาตินอเมริกา ขณะเดียวกัน ก็ให้คำมั่นว่า จะไม่เข้าแทรกแซงกิจการของยุโรปเช่นกัน  


เพราะช่วงเวลานั้น หลายประเทศในภูมิภาคนี้ เพิ่งได้รับเอกราชจากจักรวรรดิยุโรป สหรัฐฯ ไม่ต้องการเห็นยุโรปกลับเข้ามามีบทบาทอีก และต้องการแผ่อิทธิพลของตนบนภูมิภาคนี้ 


แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ความหมายของหลักการมอนโรก็ขยายกว้างขึ้น แทนที่จะใช้เพื่อป้องกันยุโรป แต่สหรัฐฯ กลับใช้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองในการเข้าแทรกแซงประเทศเพื่อนบ้าน 


จุดเปลี่ยนใหญ่เกิดขึ้นในปี 1904 เมื่อประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ เสนอแนวคิดที่เรียกว่า Roosevelt Corollary ใจความสำคัญคือ หากประเทศใดในละตินอเมริกา “ไม่มั่นคง” หรือ “ไร้ระเบียบ” สหรัฐฯ มีสิทธิ์เข้าไปแทรกแซง เพื่อรักษาความสงบ


ผลลัพธ์หลังจากนั้น คือ สหรัฐฯ เข้าไปมีบทบาทโดยตรงในหลายประเทศ เช่น ปานามา คิวบา และนิการากัว เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก” เป็น “ผู้รักษาความสงบในภูมิภาค”

ชะตากรรมของเวเนซุเอลาจะเป็นอย่างไร ?


ผลการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยมาเลเซียซาบาห์ ชี้ว่า ประชาชนจะเป็นผู้รับเคราะห์หนักสุดจากการแทรกแซงครั้งนี้ ซ้ำเติมวิกฤตทางเศรษฐกิจเวเนซุเอลาที่มีอยู่ก่อนแล้ว ให้แย่ลงไปอีก 


การคว่ำบาตร ร่วมกับการโจมตีครั้งล่าสุด ส่งผลให้ชาวเวเนซุเอลาต้องลี้ภัยจากบ้านตัวเองเพิ่มขึ้น เพื่อหนีตาย เผชิญกับการขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคที่จำเป็น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับอิรัก 


ส่วนผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา คาดว่าจะเกิดขึ้นคล้ายกัน เศรษฐกิจประเทศล่มสลาย ธุรกิจต่าง ๆ ปิดตัว อัตราการว่างงานพุ่งสูง และความมั่นคั่งทางน้ำมันที่ควรจะถูกนำมาช่วยเหลือประชาชนก็จะหายไป 


ประชาชนอาจเกิดบาดแผลทางใจ พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะความเครียด ความหวาดกลัว และสูญเสียความเชื่อมั่นในอนาคต 


นอกจากนี้ การแทรกแซงต่าง ๆ เหล่านี้ของสหรัฐฯ อาจก่อให้เกิดผลเสียที่ไม่ได้ตั้งใจต่อโลกเช่นกัน 


ทั้งความวุ่นวายในภูมิภาค อย่างกรณีสงครามอิรัก ส่งผลให้ตะวันออกกลางไม่มั่นคง จนนำไปสู่การเกิดของกลุ่มก่อการร้ายหลายแห่ง ขณะที่ ปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลาก็ส่งผลให้บริเวณชายแดนโคลอมเบีย และบราซิลเกิดความตึงเครียด ซ้ำอาจจะเป็นตัวเร่งให้มหาอำนาจ อย่าง จีน และรัสเซีย แสดงจุดยืน เพื่อต่อต้านสหรัฐฯ มากขึ้น ยิ่งทำให้โลกเกิดการแบ่งแยกขึ้นไปอีก 


ท้ายสุด ก่อให้เกิดคำถามสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหประชาชาติ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งจะทำให้การรักษาความสงบสุขของโลกผ่านกติกาเดียวกันยากขึ้นไปอีก เมื่อประเทศมหาอำนาจ อย่าง สหรัฐฯ อาจเป็นผู้ละเมิดกฎนั้นเสียเอง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 


https://www.researchgate.net/publication/399439645_History_Repeating_US_Interventionism_from_Saddam_Hussein's_Iraq_to_Maduro's_Venezuela

https://www.pbs.org/newshour/politics/how-the-monroe-doctrine-factors-into-the-u-s-arrest-of-venezuelas-maduro

https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/jan/06/the-guardian-view-on-trumps-capture-in-caracas-oil-matters-but-its-not-the-whole-story

https://www.bbc.com/news/world-64980565

https://www.cfr.org/timeline/iraq-war

ข่าวที่เกี่ยวข้อง