ดร.กอบศักดิ์ เตือนระวัง "สงครามการค้าโลก" ยกที่ 2 ชี้รุนแรง-ซับซ้อนขึ้น หลังสหรัฐฯประกาศขึ้นภาษี Global Tariff 15%

ดร.กอบศักดิ์ เตือนระวัง "สงครามการค้าโลก" ยกที่ 2 หลังสหรัฐฯประกาศขึ้นภาษี Global Tariff 15%
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อพัฒนาการล่าสุดของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังมีการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าแบบ Global Tariff จาก 10% เป็น 15% โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ Trade Act of 1974 เป็นระยะเวลา 150 วัน พร้อมประเมินว่าสถานการณ์สงครามการค้าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ที่มีแนวโน้มรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังศาลสูงสหรัฐฯมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA หรือ International Emergency Economic Powers Act ซึ่งศาลเห็นว่าการดำเนินมาตรการบางส่วนก่อนหน้านี้เกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ทำให้หลายประเทศประเมินในช่วงแรกอาจะทำให้แรงกดดันด้านภาษีอาจผ่อนคลายลง อย่างไรก็ตาม ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า การประเมินดังกล่าวอาจต้องทบทวนใหม่ เนื่องจากฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ได้ปรับกลยุทธ์โดยหันไปใช้กฎหมายการค้าอื่นที่ยังเปิดช่องให้ออกมาตรการภาษีได้
ทั้งนี้ ภายใต้ Executive Order ที่ประกาศเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้วางกรอบ “Adjustment Process” หรือกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างภาษีใหม่ โดยระบุเหตุผลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการปรับดุลการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งในระยะแรกได้ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ Trade Act of 1974 กำหนด Global Tariff ที่ 10% และต่อมาในวันที่สองได้ปรับขึ้นเป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่กฎหมายมาตราดังกล่าวให้อำนาจไว้ และสามารถบังคับใช้ได้เป็นเวลา 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือน
ดร.กอบศักดิ์ประเมินว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นเพียง “หมัดหนึ่ง” และ “หมัดสอง” แต่ก็สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับประเทศคู่ค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศที่ก่อนหน้านี้ได้รับอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในระดับ 10% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดภายใต้ข้อตกลงรอบแรกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเทศเหล่านี้จะต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็น 15% ทันที
ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ สิงคโปร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประโยชน์จากอัตราภาษีต่ำสุด และเลือกดำเนินนโยบายเชิงรับโดยไม่แสดงท่าทีคัดค้านมากนัก การปรับขึ้น Global Tariff รอบล่าสุดทำให้ข้อได้เปรียบดังกล่าวลดลง ขณะที่สหราชอาณาจักร ซึ่งเคยได้รับข้อตกลง Reciprocal Tariffs ที่ระดับ 10% เช่นกัน ก็จะเผชิญภาระเพิ่มขึ้น
ส่วน อียู ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะต้องชำระภาษีในระดับ 15% ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ ขณะที่ประเทศไทย และประเทศอื่นในอาเซียนที่ก่อนหน้านี้อยู่ในช่วง 19–20% แม้จะดูเหมือนใกล้เคียงระดับเดิมและลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอัตราสูงสุดบางรายการ แต่ก็ต้องแลกกับความไม่แน่นอนที่กลับมาอีกครั้ง เนื่องจากโครงสร้างภาษียังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและอาจมีมาตรการเพิ่มเติมตามมา
ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมาก คือ คำวินิจฉัยของผู้พิพากษาศาลสูงสหรัฐฯ บางราย ซึ่งชี้ว่า แม้ศาลจะมีคำตัดสินจำกัดการใช้อำนาจภายใต้ IEEPA แต่ก็ยังมีกฎหมายของรัฐบาลกลางอีกหลายฉบับที่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีนำเข้าได้ และอาจรองรับมาตรการส่วนใหญ่ที่ถูกใช้ในคดีดังกล่าวได้เช่นกัน
ในบรรดากฎหมายที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ Trade Act of 1974 ซึ่งนอกจากมาตรา 122 แล้ว ยังมีมาตรา 201 และมาตรา 301 ที่ให้อำนาจในการตอบโต้กรณีการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึง Trade Expansion Act of 1962 มาตรา 232 ที่ให้อำนาจกำหนดภาษีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเคยถูกใช้ในกรณีเหล็กและอะลูมิเนียมในอดีต
อีกฉบับหนึ่งคือ Tariff Act of 1930 ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามการค้าโลกช่วงทศวรรษ 1930 โดยเฉพาะมาตรา 338 ที่ให้อำนาจกำหนดภาษีสูงถึง 50% ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติหรือกีดกันสินค้าสหรัฐฯ กฎหมายดังกล่าวแม้จะถูกใช้น้อยมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ยังคงมีผลบังคับใช้ และอาจถูกหยิบมาเป็นเครื่องมือทางการค้าอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารจะผลักดันกฎหมายใหม่ผ่านสภาคองเกรส เพื่อขยายอำนาจการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น ร่างกฎหมายลักษณะเดียวกับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งเปิดทางให้สามารถจัดเก็บภาษีในอัตราสูงมากต่อประเทศที่ทำธุรกรรมด้านพลังงานกับรัสเซีย แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่าขอบเขตเครื่องมือทางการค้าของสหรัฐฯ ยังมีอีกหลายช่องทาง
ดร.กอบศักดิ์มองว่า การยกระดับ Global Tariff เป็น 15% ภายในเวลาเพียงสองวัน แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมเชิงกฎหมายของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ และอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมาตรการเพิ่มเติมในระยะถัดไป ภายใต้บริบทที่ประธานาธิบดีได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่ารายได้จากภาษีนำเข้าควรเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับปัจจุบัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้นจะสะท้อนผ่านต้นทุนการนำเข้าสินค้า การจัดหาวัตถุดิบ และโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูงจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องประเมินความคุ้มค่าในการปรับฐานการผลิตหรือกระจายตลาด
สำหรับประเทศไทย แม้อัตราภาษีโดยรวมจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับรอบก่อนหน้า แต่ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน การวางแผนการผลิต และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานสหรัฐฯ
ในภาพรวม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าสงครามการค้าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งอาจมีความเข้มข้นมากขึ้นจากการใช้เครื่องมือทางกฎหมายหลายฉบับควบคู่กันไป ขณะที่ประเทศคู่ค้าต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับทั้งในเชิงนโยบายการค้าและเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค
ทิศทางต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับทั้งกระบวนการทางกฎหมายในสหรัฐฯ การเจรจาทวิภาคี และท่าทีตอบโต้ของประเทศต่าง ๆ ซึ่งอาจกำหนดระดับความรุนแรงของความขัดแย้งทางการค้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยหลายฝ่ายประเมินตรงกันว่า ปีนี้จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนสูงจากปัจจัยด้านนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
