รีเซต

หวั่นความลับรั่วไหล? ทางการจีนคุมเข้มคนทำงานเอไอในประเทศ จะไปเมืองนอกต้องขอนุญาต

หวั่นความลับรั่วไหล? ทางการจีนคุมเข้มคนทำงานเอไอในประเทศ จะไปเมืองนอกต้องขอนุญาต
TNN ช่อง16
4 มิถุนายน 2569 ( 08:00 )

AI สำคัญระดับชาติ ทางการจีนเข้ม ต้องคนในวงการต้องขออนุญาตก่อนเดินทาง


รัฐบาลจีนกำลังส่งสัญญาณสำคัญต่อโลกว่า "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงและศักยภาพการแข่งขันของประเทศ


รายงานล่าสุดจากสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ทางการจีนได้เพิ่มระดับการกำกับดูแลบุคลากรในอุตสาหกรรม AI อย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริหาร นักวิจัย และวิศวกรระดับสูงในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ


หนึ่งในมาตรการที่ได้รับความสนใจคือ บุคลากรบางกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ AI อาจต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเดินทางไปต่างประเทศ


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังมองบุคลากร AI เป็น "ทรัพยากรสำคัญของชาติ" ที่มีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ หรือบุคลากรในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ


จากภาครัฐสู่ภาคเอกชน ครั้งแรกที่ AI ถูกคุมเข้มอย่างชัดเจน


ที่ผ่านมา จีนมีระบบควบคุมการเดินทางของบุคลากรสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างในครั้งนี้คือมาตรการดังกล่าวเริ่มขยายมายังภาคธุรกิจเอกชน และมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรม AI โดยตรง


แหล่งข่าวระบุว่ากลุ่มที่อาจอยู่ภายใต้ข้อกำหนดใหม่นี้ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป ผู้บริหารระดับสูง นักวิจัย ไปจนถึงวิศวกรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับโมเดล AI ขั้นสูง โดยเฉพาะบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในการแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา


แม้จะยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าขอบเขตของมาตรการจะครอบคลุมมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ จีนกำลังให้ความสำคัญกับบุคลากรด้าน AI มากกว่าที่เคยเป็นมา


 AI ไม่ใช่อุตสาหกรรมใหม่ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานแห่งอำนาจ


ในมุมมองของรัฐบาลจีน AI ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจเทคโนโลยีเกิดใหม่ แต่กำลังกลายเป็น "โครงสร้างพื้นฐานแห่งอำนาจ" ของศตวรรษที่ 21


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การผลิตชิป ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ ไปจนถึงโมเดลภาษาขนาดใหญ่


ย้อนกลับไปในปี 2017 จีนประกาศ "แผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่" ซึ่งตั้งเป้าหมายชัดเจนที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของโลกภายในปี 2030


หลังการเปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 การแข่งขันด้าน AI ทั่วโลกยิ่งร้อนแรงขึ้น และจีนก็เร่งเครื่องอย่างหนัก เพราะมองว่า AI จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต


บริษัทเทคโนโลยีจีนจำนวนมากจึงเร่งพัฒนาโมเดล AI ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น Qwen ของ Alibaba, ERNIE ของ Baidu รวมถึง DeepSeek ที่กลายเป็นดาวรุ่งของวงการ AI จีนในช่วงที่ผ่านมา


สงครามเทคโนโลยี จีน-สหรัฐฯ รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง


อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนเพิ่มการควบคุมบุคลากร AI คือการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกา


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงไปยังจีน โดยเฉพาะชิปประมวลผลของ NVIDIA ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่


นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเพิ่มข้อจำกัดด้านการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีบางประเภทของจีน รวมถึงขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนหลายแห่งที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ


ขณะที่จีนก็เริ่มตอบโต้ด้วยการเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีของตนเอง ตั้งแต่ชิป ระบบคลาวด์ ศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงแพลตฟอร์ม AI


เป้าหมายสำคัญคือการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองในระยะยาว


 AI กลายเป็นสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก


การแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธุรกิจอีกต่อไป


หลายฝ่ายมองว่า AI กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์โลก เพราะประเทศที่ครอบครองเทคโนโลยี AI ได้ก่อน อาจได้รับความได้เปรียบมหาศาลทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การทหาร และอิทธิพลระดับโลก


AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนแรงงาน พัฒนาระบบป้องกันประเทศ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างก้าวกระโดด


นั่นทำให้มหาอำนาจทั่วโลกต่างเร่งลงทุนและแข่งขันกันอย่างเข้มข้น


DeepSeek ดาวรุ่งที่ทำให้โลกจับตาจีน


หนึ่งในบริษัทที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา คือ DeepSeek สตาร์ตอัป AI ของจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว


บริษัทแห่งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรม AI โลก หลังเปิดตัวโมเดลที่มีต้นทุนการพัฒนาต่ำกว่าคู่แข่งหลายราย แต่ยังคงรักษาระดับประสิทธิภาพที่น่าประทับใจ


ความสำเร็จดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า จีนอาจกำลังไล่ตามสหรัฐฯ ได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้


แม้แต่ เจนเซ่น หวง Jensen Huang ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NVIDIA ยังเคยแสดงความเห็นว่าจีนมีศักยภาพสูงในการแข่งขันด้าน AI และกำลังลดช่องว่างกับสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว

จุดแข็งของ AI จีน คือ "ต้นทุนต่ำ แต่ประสิทธิภาพสูง"


หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของบริษัท AI จีนจำนวนมาก คือความสามารถในการพัฒนาโมเดลที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า หลายบริษัทเลือกใช้แนวทาง Open-Weight AI ที่เปิดให้นักพัฒนาสามารถนำโมเดลไปต่อยอดได้ง่ายกว่าระบบปิดของบริษัทตะวันตกบางแห่ง


แม้จีนจะเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงชิปประสิทธิภาพสูงจากสหรัฐฯ แต่บริษัทจีนหลายแห่งยังสามารถพัฒนา AI ที่มีศักยภาพแข่งขันได้ ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพซอฟต์แวร์และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า


สิ่งนี้ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์อาจไม่สามารถหยุดยั้งการเติบโตของ AI จีนได้อย่างสมบูรณ์


ทำไมจีนต้องป้องกัน "คนเก่ง" ไม่ให้ความรู้รั่วไหล


อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังมาตรการใหม่ คือความกังวลเรื่องการสูญเสียบุคลากรและการรั่วไหลขององค์ความรู้ รัฐบาลจีนกังวลว่าผู้เชี่ยวชาญ AI ระดับสูงอาจถูกดึงตัวโดยบริษัทต่างชาติ หรืออาจนำความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์สำคัญออกนอกประเทศ


ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเริ่มใช้แนวทางคล้ายกับที่เคยใช้ในอุตสาหกรรมความมั่นคงและการป้องกันประเทศ เมื่อ AI ถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ การรักษาบุคลากรและองค์ความรู้ภายในประเทศจึงกลายเป็นภารกิจสำคัญของรัฐ

ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจจีน


ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนเผชิญความท้าทายจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว การบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแรง และแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ AI ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต


รัฐบาลจีนคาดหวังว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุนแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่จำนวนมาก ตั้งแต่รถยนต์ไร้คนขับ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม โรงงานอัจฉริยะ ไปจนถึงบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ เมืองสำคัญอย่าง หางโจว, เซินเจิ้น และ  ปักกิ่ง ต่างแข่งขันกันดึงดูดบริษัท AI ผ่านมาตรการสนับสนุน เงินอุดหนุน และสิทธิประโยชน์ทางภาษี


บทสรุป


การที่จีนเริ่มจำกัดการเดินทางต่างประเทศของบุคลากร AI ไม่ใช่เพียงมาตรการด้านการบริหารบุคลากร แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมุมมองของรัฐต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์


AI ได้ก้าวข้ามสถานะของนวัตกรรมทางธุรกิจ และกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอำนาจการแข่งขันระดับโลกโดยตรง


เมื่อการแข่งขันด้าน AI ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทวีความเข้มข้นขึ้น บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ด้าน AI จึงมีคุณค่าไม่ต่างจากทรัพยากรสำคัญของชาติ และนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญที่สุดในศตวรรษนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง