รีเซต

ภาควิชาการ-ธุรกิจ เสนอดึงโมเดิร์นเทรดร่วม "ไทยช่วยไทยพลัส" เพิ่มพลังเม็ดเงินแสนล้าน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจไทย

ภาควิชาการ-ธุรกิจ เสนอดึงโมเดิร์นเทรดร่วม "ไทยช่วยไทยพลัส" เพิ่มพลังเม็ดเงินแสนล้าน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจไทย
TNN ช่อง16
5 มิถุนายน 2569 ( 08:00 )
12

"ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 " จะ "พลัส" ได้มากกว่านี้หรือไม่?


โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญของรัฐบาล ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะค่าครองชีพสูง ต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงกำลังซื้อของประชาชนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่


รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเติมเงินและกระตุ้นการใช้จ่ายให้กับประชาชน ทั้งกลุ่มที่ลงทะเบียนผ่านระบบ 60/40 และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมประชาชนกว่า 40 ล้านคน โดยมอบสิทธิ์คนละ 1,000 บาท หวังสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและช่วยพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ


อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าวจะได้รับการตอบรับในเชิงบวก แต่ก็เริ่มมีข้อเสนอจากหลายภาคส่วนว่า หากต้องการให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้เต็มประสิทธิภาพ รัฐบาลควรพิจารณาขยายขอบเขตของโครงการให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดทางให้กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ "โมเดิร์นเทรด" เข้ามามีส่วนร่วม


พายุหมุนเศรษฐกิจ หรือเพียงลมพัดผ่านชั่วคราว?


คำถามสำคัญที่หลายฝ่ายกำลังตั้งขึ้นคือ เม็ดเงินจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะสามารถสร้าง "พายุหมุนทางเศรษฐกิจ" ได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้นที่จบลงทันทีเมื่อโครงการสิ้นสุด


หนึ่งในข้อจำกัดที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ หลักเกณฑ์ที่ไม่เปิดให้ร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเข้าร่วมโครงการ ส่งผลให้ร้านค้าขนาดใหญ่และกลุ่มโมเดิร์นเทรดจำนวนมากไม่สามารถเข้าร่วมได้


ทั้งที่ในความเป็นจริง ธุรกิจกลุ่มนี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านการจ้างงาน การชำระภาษี การกระจายสินค้า หรือการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตรายย่อยทั่วประเทศ


ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า หากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอาจเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนจะกลับเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอีกครั้งหลังโครงการสิ้นสุด


นักวิชาการชี้ เปิดโมเดิร์นเทรดช่วยดัน GDP เพิ่ม


รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า รัฐบาลควรปรับหลักเกณฑ์ให้ร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท รวมถึงกลุ่มโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ สามารถเข้าร่วมโครงการได้


เหตุผลสำคัญคือ การเพิ่มช่องทางการใช้จ่ายจะช่วยให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนได้รวดเร็วขึ้น ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น และสร้างผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานของประเทศ


ดร.อัทธ์ประเมินว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสในรูปแบบปัจจุบัน อาจช่วยผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ได้ประมาณ 0.4-0.5%


แต่หากเปิดให้โมเดิร์นเทรดและกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วมด้วย จะช่วยเพิ่มแรงส่งทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องจากไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ไปสู่ไตรมาส 4 ของปี และอาจต่อเนื่องถึงช่วงต้นปีหน้า แทนที่จะเป็นเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น


โมเดิร์นเทรด คือจุดเชื่อมของเศรษฐกิจทั้งระบบ


เหตุผลสำคัญที่หลายฝ่ายต้องการให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วมโครงการ เพราะธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางจำหน่ายสินค้าเท่านั้น


แต่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ไปจนถึงแรงงานในภาคค้าปลีก


เมื่อประชาชนใช้จ่ายผ่านช่องทางเหล่านี้ เม็ดเงินจะถูกส่งต่อไปยังหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในวงกว้างมากกว่าการกระจุกตัวอยู่เฉพาะร้านค้าบางประเภท


นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิด "พายุหมุนทางเศรษฐกิจ" ที่หมายถึงการที่เงินหนึ่งบาทสามารถสร้างผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้หลายต่อหลายรอบ


เพิ่มรายได้ภาษีรัฐ ลดโอกาสรั่วไหล


อีกหนึ่งเหตุผลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสนับสนุนแนวคิดนี้ คือ ประโยชน์ด้านรายได้ภาษีของภาครัฐ


ปัจจุบันร้านค้าขนาดเล็กจำนวนมากที่เข้าร่วมโครงการ อาจสร้างรายได้ให้รัฐผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT เป็นหลัก แต่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีนิติบุคคล


ในทางกลับกัน หากเปิดให้ธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วม รัฐบาลจะได้รับประโยชน์ทั้งจาก VAT และภาษีนิติบุคคล


นอกจากนี้ ร้านค้าส่วนใหญ่ในระบบยังสามารถออก e-Tax Invoice ได้อย่างถูกต้อง ทำให้ภาครัฐสามารถติดตามและตรวจสอบเส้นทางการใช้จ่ายได้ชัดเจนมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการรั่วไหลของงบประมาณ หรือการนำสิทธิ์ไปแปลงเป็นเงินสด ซึ่งเคยเป็นปัญหาในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางโครงการในอดีต


สมาคมค้าปลีกไทย หนุนเปิดโมเดิร์นเทรดร่วมโครงการ


ในมุมมองของสมาคมค้าปลีกไทย ก็เห็นสอดคล้องกับข้อเสนอของภาควิชาการ


นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมค้าปลีกไทย ระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่ออกมาได้ถูกจังหวะ และสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้นได้จริง


คาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อย ร้านชุมชน และผู้ประกอบการขนาดเล็กได้อย่างมีนัยสำคัญ


อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ มองว่าหากรัฐบาลขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมกลุ่มโมเดิร์นเทรดเพิ่มเติม จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้น ลดข้อจำกัดในการใช้สิทธิ์ และช่วยกระจายเม็ดเงินไปสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้กว้างขวางกว่าเดิม


เนื่องจากสินค้าที่จำหน่ายในโมเดิร์นเทรดจำนวนมาก ล้วนเป็นสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทยและเอสเอ็มอีภายในประเทศ


ดังนั้น แม้วงเงินสนับสนุนจะเท่าเดิม แต่ประสิทธิภาพในการหมุนเวียนของเม็ดเงินอาจสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


กระตุ้นระยะสั้น ต้องเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่


แม้สมาคมค้าปลีกไทยจะสนับสนุนมาตรการไทยช่วยไทยพลัส แต่ก็ย้ำว่า การแจกเงินหรือกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นเพียงเครื่องมือระยะสั้นเท่านั้น


หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป


1. สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม


ภาครัฐควรเข้มงวดกับการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามากระทบผู้ประกอบการไทย รวมถึงควบคุมมาตรฐานสินค้าและการจัดเก็บภาษีให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย


2. ลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์


ต้นทุนพลังงานยังคงเป็นภาระสำคัญของภาคธุรกิจ หากสามารถบริหารโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสม รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจไทยในระยะยาว


3. เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนของเอสเอ็มอี


ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากยังประสบปัญหาเข้าถึงเงินทุนได้ยาก สมาคมค้าปลีกไทยจึงเสนอให้มีมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ ดอกเบี้ยพิเศษ และโครงการช่วยเหลือทางการเงินที่ตรงจุดมากขึ้น


4. ยกระดับแรงงานและเทคโนโลยี


การพัฒนาทักษะแรงงานและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย



 ดันจ้างงานรายชั่วโมง-คืนภาษีทันทีให้นักท่องเที่ยว


อีกหนึ่งข้อเสนอที่น่าสนใจจากสมาคมค้าปลีกไทย คือ การผลักดันรูปแบบการจ้างงานรายชั่วโมง


แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความยืดหยุ่นให้ตลาดแรงงาน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สะดวกทำงานเต็มเวลา สามารถทำงานแบบพาร์ทไทม์วันละ 3-5 ชั่วโมงได้ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชนและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคค้าปลีก


ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านการปรับปรุงระบบคืนภาษีให้สะดวกขึ้น เช่น การคืนภาษี ณ จุดขาย หรือ Instant Tax Refund


โดยเสนอให้ทดลองในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างจังหวัดภูเก็ต ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายด้านการช้อปปิ้งมากขึ้น และนำรายได้เข้าสู่ประเทศ


บทสรุป


ข้อเสนอให้เปิดทางโมเดิร์นเทรดและร้านค้านิติบุคคลเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส กำลังได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาควิชาการและภาคธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากมองว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลคูณทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น


ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งด้านการแข่งขัน ต้นทุนพลังงาน การเข้าถึงเงินทุน และการพัฒนาทักษะแรงงาน


หากรัฐบาลสามารถผสานมาตรการระยะสั้นเข้ากับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้สำเร็จ "ไทยช่วยไทยพลัส" อาจไม่ใช่เพียงโครงการแจกเงินชั่วคราว แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง