รีเซต

บทเรียน Margin Call ในเกาหลีใต้ : เมื่อการใช้ Leverage เปลี่ยนตลาดกระทิงสู่วิกฤติ

บทเรียน Margin Call ในเกาหลีใต้ : เมื่อการใช้ Leverage เปลี่ยนตลาดกระทิงสู่วิกฤติ
TNN ช่อง16
5 สิงหาคม 2569 ( 10:06 )

ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญกับความผันผวนรุนแรง หลังจาก KOSPI ทำสถิติสูงสุดบริเวณ 2,900 จุดในเดือนมิถุนายน แต่ผ่านมาไม่นาน ดัชนีเข้าสู่ภาวะ Bear Market ร่วงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุด และล่าสุดวันที่ 31 กรกฎาคม KOSPI ดีดขึ้นราว 14–17% ถึงกระนั้นก็ตาม สถานการณ์ของ KOSPI ยังติดลบไป 23% และถือว่าเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติเอเชียปี 1997

จริงอยู่ว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในทุกวัฏจักรการลงทุน แต่  "วิกฤติ" ครั้งนี้ไม่ใช่การลดลงของราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว หากเป็นผลมาจาก การใช้เงินกู้หรือ Leverage ในระดับที่สูงเกินไป ซึ่งตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังสะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เมื่อการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากที่ลงทุนผ่านบัญชีมาร์จิ้นถูกเรียกให้วางหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยถูกบังคับขายหลักทรัพย์ (Forced Liquidation) หลังมูลค่าพอร์ตลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แต่กลไกความเสี่ยงดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกตลาดทั่วโลก เมื่อการลงทุนขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นและการใช้ Leverage มากเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานรองรับ

วิกฤติไม่ได้เริ่มจาก "ราคาหุ้นตก" แต่เริ่มจาก "การกู้เงินลงทุน"

จุดเริ่มต้นก่อนหน้าดัชนีจะเกิดการปรับฐาน หุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI โดยเฉพาะบริษัทในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ได้ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภาวะตลาดกระทิงทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเลือกใช้บัญชีมาร์จิ้น หรือกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุน ด้วยความคาดหวังว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการใช้เงินลงทุนของตนเอง

อย่างไรก็ตาม Leverage เป็นเครื่องมือที่ขยายทั้ง "กำไร" และ "ขาดทุน" ในเวลาเดียวกัน

เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง นักลงทุนที่ใช้เงินกู้จึงไม่ได้เผชิญเพียงผลขาดทุนจากราคาหุ้น แต่ยังต้องรักษาระดับหลักประกันตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์ หากไม่สามารถนำเงินสดมาเติมได้ทัน ก็จะถูกบังคับขายสินทรัพย์โดยอัตโนมัติ

กระบวนการดังกล่าวทำให้แรงขายยิ่งทวีความรุนแรง และกลายเป็นวงจรที่กดดันราคาหุ้นลงต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานของหลายบริษัทอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ




ทำไม Margin Call จึงสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่

สิ่งที่ทำให้ Margin Call แตกต่างจากการขาดทุนทั่วไป คือ นักลงทุนไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจขายเอง  เมื่อมูลค่าหลักประกันต่ำกว่าเกณฑ์ โบรกเกอร์มีสิทธิ์ขายหลักทรัพย์ในพอร์ตเพื่อชำระหนี้ทันที

ในภาวะที่มีนักลงทุนจำนวนมากถูกบังคับขายพร้อมกัน แรงขายจะกระจายไปยังสินทรัพย์หลายประเภท ไม่ใช่เฉพาะหุ้นที่เริ่มสร้างผลขาดทุน

ด้วยเหตุนี้ แม้แต่หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งก็อาจถูกขายออกมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ส่งผลให้การปรับฐานลุกลามเป็นวงกว้างกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวควรจะเป็น

เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในตลาดทุนโลก และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้การปรับฐานธรรมดาพัฒนาไปสู่ภาวะ Panic Sell 

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ในระยะสั้น ราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจเสมอไป แต่สะท้อน "สภาพคล่อง" และ "อารมณ์ของตลาด" มากกว่า

นี่คือสิ่งที่ Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) อธิบายไว้ในหนังสือ The Intelligent Investor ผ่านแนวคิด Mr. Market

Graham เปรียบตลาดหุ้นเสมือนหุ้นส่วนที่มีอารมณ์แปรปรวน บางวันเสนอซื้อธุรกิจในราคาสูงเกินจริง บางวันกลับเสนอขายในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ควรให้อารมณ์ของตลาดเป็นผู้กำหนดการตัดสินใจ แต่ควรใช้ความผันผวนของตลาดเป็นโอกาสในการลงทุน 

3 บทเรียนที่นักลงทุนควรนำไปใช้

1. หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage เพื่อเร่งผลตอบแทน

การกู้เงินลงทุนอาจช่วยเพิ่มผลตอบแทนในช่วงตลาดขาขึ้น แต่เมื่อทิศทางตลาดเปลี่ยน ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าการลงทุนด้วยเงินสด

ที่สำคัญ นักลงทุนอาจสูญเสียสิทธิ์ในการตัดสินใจ เพราะถูกบังคับขายสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่ราคาต่ำที่สุด

สำหรับนักลงทุนระยะยาว การรักษาความสามารถในการถือครองสินทรัพย์ผ่านช่วงวิกฤติ มักมีความสำคัญมากกว่าการเพิ่มผลตอบแทนในระยะสั้นด้วยเงินกู้

2. ให้ความสำคัญกับ Margin of Safety มากกว่า Margin Loan

Benjamin Graham และ Warren Buffett ต่างให้ความสำคัญกับแนวคิด Margin of Safety หรือ "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" ซึ่งหมายถึงการซื้อสินทรัพย์ต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินได้ เพื่อสร้างพื้นที่รองรับความผิดพลาดในการวิเคราะห์

แนวคิดนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ Margin Loan ซึ่งเป็นการเพิ่มขนาดการลงทุนด้วยเงินกู้ และทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตสูงขึ้น

การสร้างความปลอดภัยให้พอร์ตควรเริ่มจากราคาที่ซื้อและคุณภาพของสินทรัพย์ ไม่ใช่จากการเพิ่มอำนาจซื้อด้วย Leverage

3. ลงทุนด้วยเงินที่สามารถถือครองได้ในระยะยาว

หนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของการเป็นนักลงทุนระยะยาว คือ การไม่ถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์ในช่วงที่ตลาดผันผวน

การลงทุนด้วย "เงินเย็น" หรือเงินที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ช่วยให้นักลงทุนสามารถรักษาวินัยและตัดสินใจบนพื้นฐานของมูลค่าธุรกิจ มากกว่าอารมณ์ของตลาด

ในหลายกรณี ความสามารถในการ "ถือไว้โดยไม่ต้องขาย" กลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญกว่าการพยายามสร้างผลตอบแทนสูงในระยะสั้น

เหตุการณ์ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่า วิกฤติการลงทุนมักไม่ได้เกิดจากการปรับฐานของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้ Leverage ที่มากเกินไปในช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ในระดับสูง

ประวัติศาสตร์ตลาดทุนทั่วโลกแสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ตลาดสามารถฟื้นตัวได้เสมอ แต่สำหรับนักลงทุนที่ถูกบังคับขายจากการใช้เงินกู้ โอกาสในการรอการฟื้นตัวอาจหมดไปตั้งแต่วันที่ถูก Force Sell


อยากลงทุนต้องมีหลักการ+วินัย เพื่อพอร์ตที่มั่นคง

สำหรับผม การสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเร่งผลตอบแทนด้วย Leverage หากแต่อยู่ที่การลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ การมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย หากอยากลงทุนก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้พอร์ตรวมของเราแข็งแกร่ง และทำให้เราสามารถอยู่ในตลาดได้ยาวนานพอที่จะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของธุรกิจและพลังของผลตอบแทนทบต้น

แนวทางการจัดการของผมก็ยังคงยึดหลักการเดิมคือการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite เพื่อให้พอร์ตของเรามีทั้งความมั่นคงและสีสันไปพร้อมกันได้ 

  • พอร์ตหลัก (Core Portfolio): เปรียบเสมือนกัปตันทีมและผู้เล่นตัวหลัก เป็นพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงทั่วโลก มีการทำ Rebalancing อัตโนมัติ  พอร์ตนี้ความผันผวนจะต่ำ ร่วงลึกๆ เกิน 20% ได้ยากมาก ให้เอาเงินก้อนใหญ่มาไว้ตรงนี้ เพื่อเป้าหมายเกษียณอย่างสบายใจ
  • พอร์ตเสริม (Satellite): เมื่อพอร์ตหลักมั่นคงแล้ว คุณอาจจะคันไม้คันมืออยากมีผู้เล่นกองหน้าตัวจี๊ดไว้ลุ้นทำประตูสวยๆ บ้าง คุณสามารถแบ่งเงินส่วนน้อย (ไม่เกิน 20%) มาลงในพอร์ตที่ซิ่งขึ้นได้ เวลาขึ้นก็กำไรเป็นกอบเป็นกำ 100% ก็มี แต่เวลาตกลงมาก็อาจจะติดลบ 40-50% ได้เช่นกัน คุณต้องมั่นใจว่ารับความผันผวนระดับรถไฟเหาะนี้ได้นะครับ

หากคุณอยากจะล้อไปกับกระแสของตลาดหุ้นเกาหลียามนี้ คุณสามารถลงทุนได้ครับ โดยจัดให้อยู่ในพอร์ตเสริม (Satellite) ได้ ในสัดส่วนที่จำกัดเอาไว้ และอย่าลืมรักษาวินัยการลงทุนของคุณเอาไว้ให้มั่นคง

บทเรียนจากเหตุการณ์ในเกาหลีใต้จึงไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะกับนักลงทุนเกาหลี แต่เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับนักลงทุนทั่วโลกว่า ความมั่งคั่งระยะยาวไม่ได้เกิดจากการเร่งผลตอบแทนด้วยเงินกู้ แต่เกิดจากการรักษาเงินต้น การลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ และการมีวินัยมากพอที่จะอยู่ในตลาดได้ยาวนาน  

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง