รีเซต

“เอลนีโญ” เดือด จ่อซ้ำวิกฤตอาหารโลก กาแฟ-ช็อกโกแลตโดนเต็มๆ

“เอลนีโญ” เดือด จ่อซ้ำวิกฤตอาหารโลก กาแฟ-ช็อกโกแลตโดนเต็มๆ
TNN ช่อง16
6 ตุลาคม 2569 ( 13:30 )
6

เอลนีโญในปีนี้ยังทวีความแรง คาดกระทบผลผลิตสินค้าเกษตรเขตร้อน ดันต้นทุนกาแฟ ช็อกโกแลต และน้ำมันปาล์ม ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาเสี่ยงรับผลกระทบหนักสุด นักเศรษฐศาสตร์เตือนปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าอาจเห็นแรงกดดันด้านราคาเพิ่มขึ้น


รายงานข่าวระบุว่า ผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะชาวสหรัฐฯ อาจต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับกาแฟและช็อกโกแลตในช่วงปลายปีนี้ หลังปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังทวีความรุนแรง และมีแนวโน้มขึ้นสู่ระดับเกือบทำสถิติ โดยคาดว่าจะถึงจุดสูงสุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว


เอลนีโญไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสภาพอากาศ แต่ยังสามารถกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรในเขตร้อนอย่างกาแฟ น้ำมันปาล์ม และพืชอาหารบางชนิด ขณะเดียวกันสถานการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ระบบอาหารโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการค้า และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น


“คริสโตเฟอร์ บาร์เร็ตต์” ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อาหารและการเกษตรจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ มองว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีความสามารถจำกัดในการรับมือกับผลผลิตที่ลดลง การขาดแคลนปุ๋ย และภัยธรรมชาติ ขณะที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมมีความยืดหยุ่นในการฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว


สำหรับสินค้าอย่างกาแฟนั้น บราซิลและเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายสำคัญของโลก ต่างได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนในช่วงเอลนีโญ ขณะที่ประเทศในอเมริกากลางกำลังเผชิญภาวะแห้งแล้ง ซึ่งอาจกระทบต่อผลผลิตในอนาคต


สำหรับ บราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเผชิญฝนตกที่ทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้า และยังส่งผลต่อคุณภาพเมล็ดกาแฟ ทำให้ปริมาณเมล็ดกาแฟคุณภาพสูงสำหรับใช้ในกาแฟเกรดพรีเมียมมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น


อีกสินค้าที่น่าจับตาคือน้ำมันปาล์ม ซึ่งถูกนำไปใช้ในอาหาร เครื่องสำอาง และเชื้อเพลิงชีวภาพจำนวนมาก อินโดนีเซีย หนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ กำลังเผชิญภาวะแห้งแล้งจากอิทธิพลของเอลนีโญ 


ขณะเดียวกันยังเกิดไฟป่าหลายพื้นที่ ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงใกล้เคียงกับฤดูไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศในช่วงปี 2558-2559 หากผลผลิตน้ำมันปาล์มลดลง ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศผู้ผลิต เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบสำคัญในสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก จึงมีโอกาสส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าปลายทางในตลาดต่างประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้คาดว่าสหรัฐฯ จะประสบปัญหาขาดแคลนอาหารจากเอลนีโญ เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตอาหารภายในประเทศสูง แต่ราคาสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเขตร้อน มีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570


“แม็กซิโม โตเรโร” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO กล่าวว่า ราคาสินค้าอาหารโลกกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อุปสรรคทางการค้า และผลกระทบจากเอลนีโญที่เข้ามาซ้ำเติม


ปัญหายังเชื่อมโยงไปถึงต้นทุนพลังงานและปุ๋ย โดยวิกฤตด้านอุปทานน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกับอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลสูงขึ้น และส่งผลต่อการจัดหาปุ๋ย ขณะที่มาตรการกีดกันทางการค้าของหลายประเทศก็ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าอาหารระหว่างประเทศทำได้ยากขึ้น


โตเรโรระบุว่า ผลกระทบจากเอลนีโญเริ่มปรากฏในตัวเลขคาดการณ์ผลผลิตของบางประเทศแล้ว โดยฤดูมรสุมที่แห้งกว่าปกติของอินเดียส่งผลให้คาดการณ์ผลผลิตข้าวลดลง ขณะที่ผลผลิตข้าวสาลีของออสเตรเลียก็มีแนวโน้มลดลงจากสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งกว่าปกติ


หากอินเดียตัดสินใจจำกัดการส่งออกข้าวเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ ก็อาจส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามไปด้วย


ด้านเนลสัน วิลโลเรีย นักเศรษฐศาสตร์การเกษตรจากมหาวิทยาลัยแคนซัสสเตต กล่าวว่า ผลกระทบจากเอลนีโญอาจเกิดขึ้นด้วยระยะเวลาที่ล่าช้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเขตร้อน เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กาแฟ และปลาป่น ซึ่งมีแนวโน้มเห็นการปรับขึ้นของราคามากที่สุด และราคาน้ำมันพืชกับกาแฟอาจยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องถึง 1 ปีหลังเกิดเอลนีโญ


ขณะที่ผลกระทบต่อพืชธัญพืชในระดับโลกอาจไม่รุนแรงเท่าสินค้าเกษตรเขตร้อน แต่สถานการณ์ในแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยผลผลิตข้าวโพดในพื้นที่ดังกล่าวมีความอ่อนไหวต่อเอลนีโญสูง และราคาอาจพุ่งขึ้นได้ถึงประมาณ 20% หากผลผลิตได้รับความเสียหายอย่างหนัก


แอฟริกาตะวันออกมีความเสี่ยงต่อฝนตกหนักและน้ำท่วม ขณะที่แอฟริกาตอนใต้เสี่ยงภัยแล้ง และทั้งสองภูมิภาคยังมีข้อจำกัดในการพึ่งพาตลาดโลกเพื่อชดเชยผลผลิตที่ขาดหายไป ทำให้ประชาชนในพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง


ผู้เชี่ยวชาญมองตรงกันว่า แม้เอลนีโญจะไม่ได้หมายความว่าโลกจะเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารในวงกว้าง แต่จะเพิ่มแรงกดดันต่อระบบอาหารที่กำลังเปราะบางอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับสงคราม ความขัดแย้งด้านพลังงาน และมาตรการกีดกันทางการค้า


บาร์เร็ตต์กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วราคาอาหารมักขยับสูงขึ้นในช่วงที่เกิดเอลนีโญ และยิ่งปรับขึ้นมากเมื่อเอลนีโญมีความรุนแรงและเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่เอื้ออำนวย


สำหรับเอลนีโญครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้บริโภคจะเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบผ่านราคากาแฟ น้ำมันพืช และสินค้าอาหารบางประเภทในช่วงปลายปีนี้และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง