รีเซต

ประเทศไทยทำอะไรผิด? ชำแหละ "ภาษีทรัมป์" รอบใหม่ ทำไมสหรัฐฯต้องขึ้นภาษีสูงเท่าจีน

ประเทศไทยทำอะไรผิด? ชำแหละ "ภาษีทรัมป์" รอบใหม่ ทำไมสหรัฐฯต้องขึ้นภาษีสูงเท่าจีน
TNN ช่อง16
5 สิงหาคม 2569 ( 08:00 )

ไทยผิดตรงไหน? ทำไมสหรัฐฯ เก็บภาษี 12.5% ใครได้รับผลกระทบบ้าง


การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยของสหรัฐฯ เป็น 12.5% ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าไทยกำลังเผชิญสงครามการค้ารอบใหม่หรือไม่ และจะกระทบต่อการส่งออกมากแค่ไหน


อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายละเอียดจะพบว่า มาตรการครั้งนี้แตกต่างจากการขึ้นภาษีนำเข้าทั่วไป เพราะไม่ได้ตั้งอยู่บนการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก


ภาษีมาตรา 301 คืออะไร


เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 (Section 301) กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยไทยถูกกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 12.5%


มาตรา 301 เป็นกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ที่ให้อำนาจรัฐบาลใช้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้า หากเห็นว่าประเทศนั้นดำเนินนโยบายทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ


จึงแตกต่างจากภาษีนำเข้าปกติที่อยู่ภายใต้กฎขององค์การการค้าโลก (WTO) หรือข้อตกลงการค้าเสรี เพราะเป็นมาตรการฝ่ายเดียวที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อกดดันให้ประเทศคู่ค้าปรับเปลี่ยนนโยบาย


จากสงครามการค้าสู่มาตรฐานแรงงาน


มาตรา 301 ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยใช้กฎหมายฉบับนี้กับจีนในช่วงสงครามการค้าปี 2561 โดยมุ่งตอบโต้ประเด็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การอุดหนุนอุตสาหกรรม และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา


แต่ในปี 2569 จุดเน้นเปลี่ยนไป ครั้งนี้ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงานและการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า ตั้งแต่วัตถุดิบ แหล่งผลิต ไปจนถึงกระบวนการผลิตทั้งหมด


นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตที่ต้องการส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ จะต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่า สินค้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสามารถตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบได้อย่างโปร่งใส


ทำไมไทยถูกเก็บ 12.5%


สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า การกำหนดอัตราภาษีครั้งนี้เป็นผลจากการประเมินระบบป้องกันและตรวจสอบสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับของประเทศคู่ค้า


ประเทศที่มีระบบกำกับดูแลเข้มแข็ง หรือมีความร่วมมือด้านการค้ากับสหรัฐฯ มากกว่า ส่วนใหญ่ถูกเก็บภาษีในอัตรา 10%


ส่วนประเทศที่สหรัฐฯ เห็นว่ายังมีช่องว่างด้านกฎหมาย การบังคับใช้ และระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ซึ่งรวมถึงประเทศไทย รวมทั้งจีน เวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์


ไทยถูกกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับหรือไม่


คำตอบคือ ไม่ใช่ สหรัฐฯ ไม่ได้ระบุว่าสินค้าทุกชนิดของไทยผลิตจากแรงงานบังคับ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ "ระบบ" สหรัฐฯ มองว่าไทยยังสามารถพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทานได้อีก ทั้งการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า และการติดตามกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ


เพราะการค้าโลกในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเฉพาะโรงงานผู้ผลิตเท่านั้น แต่ตรวจสอบตั้งแต่วัตถุดิบมาจากไหน ใครเป็นผู้ผลิต ใช้แรงงานอย่างไร และมีการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจริงหรือไม่


ผลกระทบต่อไทยรุนแรงหรือไม่


แม้ตัวเลข 12.5% จะดูสูง แต่ผลกระทบในทางปฏิบัติอาจไม่รุนแรงอย่างที่หลายคนกังวล กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า อัตรา 12.5% เป็นการปรับจากมาตรการเดิมภายใต้มาตรา 122 ที่จัดเก็บไว้ 10% ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569


จึงหมายความว่า ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจริงอยู่ที่เพียง 2.5% อีกทั้งสหรัฐฯ ยังยกเว้นสินค้าไทยกว่า 2,120 รายการ หรือคิดเป็นมากกว่าครึ่งของมูลค่าการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ


สินค้าที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ วงจรรวม (IC) ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่น ยางแท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรด ผลไม้สด ผลไม้แห้ง มะพร้าว น้ำมะพร้าว และน้ำตาลจากอ้อย


รัฐบาลไทยยังเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว



ภาคเอกชนมองอย่างไร


หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมองว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลสำคัญคือ ประเทศคู่แข่งหลายประเทศถูกจัดเก็บภาษีในระดับใกล้เคียงกัน จึงยังแข่งขันกันภายใต้เงื่อนไขที่ไม่แตกต่างมากนัก


แม้บางประเทศจะเสียภาษีเพียง 10% และได้เปรียบไทยเล็กน้อย แต่ส่วนต่างดังกล่าวไม่ได้กว้างเหมือนมาตรการภาษีในอดีต


ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ไทยควรเร่งดำเนินการคือการผลักดันกฎหมายและมาตรการด้านแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า


นักวิเคราะห์ยังมองส่งออกไทยไปต่อได้


SCB EIC ประเมินว่า ผลกระทบต่อการส่งออกไทยในระยะสั้นยังมีจำกัด เพราะโครงสร้างการแข่งขันด้านราคายังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก


หลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และภาคเอกชน ยังคงเชื่อว่าการส่งออกของไทยในปีนี้มีโอกาสขยายตัวต่อ


อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี การเติบโตของการส่งออกอาจชะลอลง เนื่องจากฐานการส่งออกในช่วงก่อนหน้าสูงขึ้นมาก ประกอบกับคำสั่งซื้อที่เร่งเข้ามาก่อนการบังคับใช้ภาษีเริ่มทยอยลดลง ไม่ใช่เพราะความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงโดยตรง

บทเรียนที่ไทยต้องเร่งทำ


มาตรการภาษีครั้งนี้สะท้อนว่า การค้าโลกกำลังเปลี่ยนกติกา ในอดีต ผู้ส่งออกแข่งขันกันด้วยต้นทุนและราคา แต่วันนี้ ประเทศคู่ค้าสำคัญให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน ความยั่งยืน และการตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้นเรื่อย ๆ


ดังนั้น โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการลดอัตราภาษีจากการเจรจา แต่คือการยกระดับมาตรฐานการผลิตทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมกระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานของไทย


เพราะในโลกการค้ายุคใหม่ การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ราคาสินค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือของทั้งระบบการผลิตด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง