รีเซต

ดัน FTA ไทย-EU หนุนฐานผลิตไทย รับศึกภาษีสหรัฐฯ เร่ง Reinvent Thailand–MiT ช่วย SME

ดัน FTA ไทย-EU หนุนฐานผลิตไทย รับศึกภาษีสหรัฐฯ  เร่ง Reinvent Thailand–MiT ช่วย SME
TNN ช่อง16
1 ตุลาคม 2569 ( 13:41 )
14

ความไม่แน่นอนจากตลาดสหรัฐฯ ทำให้ไทยต้องเร่งเปิดประตูการค้ากับตลาดอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ส่งออก โดยหนึ่งในดีลสำคัญคือ ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย–EU ซึ่งขณะนี้เข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 28 กันยายน–6 ตุลาคม 2569 

FTA ไทย–EU เข้าโค้งสุดท้าย ปิดแล้ว 15 จาก 24 บท

หลังการเจรจารอบที่ 9 ไทยและ EU สามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 จากทั้งหมด 24 บท หรือประมาณ 2 ใน 3 ของข้อตกลง เหลืออีก 9 บทที่ยังต้องหาข้อสรุป โดยหลายเรื่องเป็นประเด็นสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่เพียงการลดภาษีนำเข้าและส่งออก 

การเจรจารอบที่ 10 ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การค้าบริการและการลงทุน การค้าดิจิทัล ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ รวมถึงพลังงานและวัตถุดิบ 

โดยเฉพาะประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งการพัฒนาพันธุ์พืช การเข้าถึงวัตถุดิบทางการเกษตร ตลอดจนระบบสาธารณสุขและการเข้าถึงยา ทำให้ฝ่ายไทยต้องหาสมดุลระหว่างการเปิดตลาดกับการรักษาพื้นที่ทางนโยบายของประเทศ 


เปิดตลาด EU กระจายความเสี่ยงจากสหรัฐฯ

ความสำคัญของ FTA ไทย–EU เพิ่มขึ้นในช่วงที่กติกาการค้าระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอน เพราะการมีตลาดส่งออกหลายแห่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว

หากการเจรจาสำเร็จ ผู้ส่งออกไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลดอุปสรรคทางภาษีและการเข้าถึงตลาดที่สะดวกขึ้น ขณะที่นักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปยุโรปจะสามารถประเมินต้นทุนและวางแผนห่วงโซ่อุปทานได้ชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปิดการเจรจาไม่ได้หมายความว่าความตกลงจะมีผลทันที เพราะยังมีขั้นตอนตรวจทานตัวบททางกฎหมายและกระบวนการอนุมัติของทั้งสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคมยังเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาประเด็นอ่อนไหวอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา พันธุ์พืช การเข้าถึงยา สุขภาพ และสิทธิของเกษตรกร สะท้อนว่าโจทย์ของ FTA ไม่ได้มีเพียงการเปิดตลาด แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศด้วย 

Reinvent Thailand เชื่อมเงินลงทุนสู่ธุรกิจไทย

แต่การมีตลาดใหม่จาก FTA จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่ ก็ต่อเมื่อการลงทุนและคำสั่งซื้อเชื่อมกลับมายังผู้ประกอบการในประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือโรงงานต่างชาติ

แนวทาง Reinvent Thailand จึงถูกผลักดันเป็นกลไกเชื่อมภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ และภาคการเงิน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและบริการมูลค่าสูง

Reinvent Thailand กำหนด 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและแปรรูปอาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและบริการดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว การค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

อีกเป้าหมายสำคัญคือการทำให้เงินลงทุนใหม่เชื่อมโยงกลับมายังผู้ประกอบการไทย เพราะหากไทยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้มาก แต่เครื่องจักร วัตถุดิบ เทคโนโลยี และบริการส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้า มูลค่าที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยก็อาจต่ำกว่าศักยภาพ

รัฐบาลยังวางกรอบผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตมากกว่า 3% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมเป็นประมาณ 30% ของ GDP พร้อมยกระดับประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค


โจทย์ใหญ่ ดึง SME เข้าห่วงโซ่อุปทาน

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การดึงเกษตรกร ผู้ผลิตชิ้นส่วน และ SME ไทย เข้าไปเชื่อมกับบริษัทขนาดใหญ่ ผู้ค้าปลีก บริษัทเทคโนโลยี และนักลงทุนต่างชาติ

กลไกนี้จะเกิดผลจริงเมื่อ SME ได้รับ คำสั่งซื้อ เข้าถึงเงินทุน ยกระดับเทคโนโลยี ทักษะและมาตรฐาน จนสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ได้

เพราะหากผู้ประกอบการลงทุนซื้อเครื่องจักร ยกระดับมาตรฐาน และเพิ่ม Local Content แต่ไม่มีตลาดรองรับ การลงทุนดังกล่าวอาจกลายเป็นต้นทุนที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องแบกรับแทน

Made in Thailand ใช้กำลังซื้อรัฐสร้างตลาด

อีกกลไกหนึ่งคือ Made in Thailand หรือ MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าที่ผลิตในประเทศเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ปัจจุบันสินค้าที่ได้รับการรับรอง MiT สามารถได้รับ แต้มต่อด้านราคาสูงสุด 5% ในการเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด 

อย่างไรก็ตาม MiT ไม่ได้หมายความว่าวัตถุดิบทุกชิ้นต้องผลิตในประเทศไทย โดยหลักเกณฑ์มีหลายวิธีในการพิจารณา เช่น การคำนวณมูลค่าต้นทุนในประเทศ และหลัก Substantial Transformation หรือการแปรสภาพอย่างเพียงพอ 

ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจสอบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในประเทศไทยจริงมากน้อยเพียงใด

ตั้งเป้า Made in Thailand 2 แสนล้านบาท

สภาอุตสาหกรรมฯ ตั้งเป้าผลักดันการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทยภายใต้ MiT ให้มีมูลค่า 200,000 ล้านบาท และต่อยอดไปยัง 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ 

ข้อมูลล่าสุดจาก ส.อ.ท. ระบุว่า มีการรับรองสินค้าไทยแล้วกว่า 6,000 กิจการ รวมมากกว่า 70,000 รายการสินค้า และสร้างมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแล้วประมาณ 100,000 ล้านบาท ก่อนตั้งเป้าขยายเป็น 200,000 ล้านบาท

หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ผู้ได้รับประโยชน์อาจไม่ได้มีเพียงบริษัทที่ขายสินค้าให้ภาครัฐโดยตรง แต่ยังครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ ซอฟต์แวร์ งานวิจัย ห้องทดสอบ และธุรกิจบริการซ่อมบำรุงตลอดห่วงโซ่อุปทาน

จาก FTA สู่ฐานผลิตไทย ต้องสร้างมูลค่าในประเทศ

ภาพรวมจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องเดินควบคู่กัน 3 ด้าน คือ FTA ไทย–EU เปิดตลาดใหม่, Reinvent Thailand ดึงและเชื่อมการลงทุน และ Made in Thailand สร้างตลาดให้สินค้าและผู้ผลิตในประเทศ

โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าไทยจะดึงเงินลงทุนหรือเพิ่มยอดส่งออกได้เท่าไร แต่คือ มูลค่าจากการค้าและการลงทุนจะเหลืออยู่ในประเทศไทยมากแค่ไหน

หาก FTA ช่วยเปิดตลาดใหม่ ขณะที่ Reinvent Thailand และ Made in Thailand สามารถสร้างคำสั่งซื้อ ยกระดับ Local Content ถ่ายทอดเทคโนโลยี และดึง SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้จริง ไทยก็มีโอกาสใช้การเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลกเป็นแรงผลักดันในการยกระดับฐานการผลิตในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง