กางแผน"พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน"สู้วิกฤต

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ “ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….” (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
โดยกระทรวงการคลังชี้แจงสาเหตุที่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ฉบับนี้ว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตปากท้อง” ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง
ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ทั้งสามระลอกส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้าน (Double Squeeze) ต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ฉุดกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่ม “ความเสี่ยง” ที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจตกต่ำ หรือ “Stagflation”
ในระยะถัดไป แม้สงครามความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจจะจบลงแต่ภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็จะคงมีอยู่ เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ที่ราคาน้ำมันจะไม่กลับไปเหมือนเดิมและความเสี่ยงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยังคงสูงต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานประมาณร้อยละ 6-7 ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วนทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดำเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้จึงเป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วนและเป็นปราการสำคัญในการรับมือวิกฤตระลอกถัดไปและจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้างและยืดเยื้อ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดอันเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ งบประมาณตามกรอบที่มีอยู่ตามกลไกปกตินั้น กระทรวงการคลังประเมินว่ามีขนาด “ไม่เพียงพอ” โดยในส่วนของงบประมาณประจำปี 2569 ถูกจัดสรรเต็มแล้ว และกรอบการกู้ชดเชยขาดดุลเกือบเต็มเพดานตามกฎหมายเช่นกัน ขณะที่งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมีเหลืออยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาทซึ่งไม่เพียงพอ และการโอนงบประมาณที่ยังไม่ทำสัญญาก็มีขนาดไม่เพียงพอเนื่องจากมีไม่ถึง 50,000 ล้านบาท ขณะที่หากจะใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ก็ต้องรออีก 5 เดือน รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดอันเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วน
สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ กำหนดให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท และมีวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงาน ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก
แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก
โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท ได้แก่
2.1 กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า
2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่
และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ กระทรวงการคลังจะออกประกาศกระทรวงการคลังตั้ง “คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้” เพื่อพิจารณาคัดเลือกโครงการที่เหมาะสมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพ.ร.ก. เงินกู้ฯ ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่
Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ และTogether ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ
ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการ และมีกรรมการได้แก่ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม)
สำหรับผลของ พ.ร.ก. เงินกู้ฯ 400,000 ล้านบาทต่อเศรษฐกิจไทยนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่า หากมีการใช้จ่ายเงินกู้ครบเต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาท จะช่วยให้ GDP เติบโตเพิ่มอีกร้อยละ 0.8 ตลอดทั้งโครงการ ซึ่งอาจจะไม่ได้มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินหมดภายในปีเดียว
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธทป.) “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธปท. ประเมินว่าการออกพ.ร.ก. เงินกู้ฯ 400,000 ล้านบาท จะช่วยผลักดันให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.1 จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.5 แต่ปี 2570 คาดว่า GDP จะขยายตัวชะลอลงมาที่ร้อยละ 1.6 จากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 2 เนื่องจากฐานในปีนี้สูงขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีนี้คาดว่าจะขยับขึ้นมาที่ร้อยละ 3-3.1 จากเดิมร้อยละ 2.9
ขณะที่ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลังนั้น กระทรวงการคลังมั่นใจว่าแม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติม แต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ โดยหลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้นสูงสุดไปอยู่ที่ร้อยละ 69 ในปี 2571 จากนั้นจะค่อยๆ ปรับลดลง ซึ่งต่ำกว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 และยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่สำคัญการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง
ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 66.38
ส่วนแผนการบริหารจัดการเงินกู้นั้น สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ชี้แจงว่า แหล่งเงินกู้จะมาจากการกู้เงิน “ในประเทศ” เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการกู้ยืมในประเทศยังต่ำ โดยอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปียังอยู่ระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 2.0 ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส
นอกจากนี้ไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ในระบบค่อนข้างมาก จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าสภาพคล่องมีสูงเป็นล้านล้านบาท ขณะที่แนวทางการกู้ยืมจะยึดแนวทาง “ทยอยกู้” ตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละโครงการ โดยในช่วงแรกจะเน้นการกู้ระยะสั้นไปก่อน จะไม่มีการกู้เงินทั้งก้อนมากองทิ้งไว้
ทั้งนี้ โครงการที่จะใช้เงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ฯ จะต้องผ่านการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ
สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการหลังจาก ครม.มีมติอนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กระทรวงการคลังพร้อมส่งร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อกฎหมาย ล่าสุดเมื่อวานนี้ (7 พฤภาษคม 2569 ) นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกุล” ได้ลงนามในพ.ร.ก.เงินกู้ฯ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ เรียบร้อยแล้ว จากนั้นต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายใน 1สัปดาห์
และวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะประชุมเพื่อปรับปรุงแผนก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นอีก 200,000 ล้านบาท บรรจุเข้าไปในแผนการบริหารหนี้สาธารณะปี 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ฯ 400,000 ล้านบาท จากนั้นจะนำเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะใหม่ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 และในสัปดาห์หน้า (11-15 พฤษภาคม 2569) หน่วยงานที่พร้อมจะเสนอโครงการสำหรับขอใช้เงินจากพ.ร.ก.เงินกู้ฯ สามารถส่งรายละเอียดโครงการต่างๆ ให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาคัดเลือกก่อนส่งให้ครม.พิจารณาอนุมัติ
และในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลจะไปชี้แจ้งรายละเอียด หลักการ และเหตุผลความจำเป็นของการออกพ.ร.ก. เงินกู้ฯ ต่อที่ประชุมรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งเป็นการเปิดประชุมสภาวาระแรก
ทั้งนี้กระทรวงการคลังคาดว่า วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 (หรือภายใน 26 พฤษภาคม 2569 เป็นอย่างช้า) คณะกรรมการกลั่นกรองฯ โดยกระทรวงการคลัง จะนำเสนอโครงการที่ได้รับคัดเลือกขอใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาอนุมัติได้ และเมื่อ ครม.อนุมัติโครงการที่จะดำเนินการแล้ว กระทรวงการคลัง โดยสบน. จะเริ่มกู้ยืมเงินตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (ซึ่งเป็นการรวมโครงการคนละครึ่ง พลัส กับ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) เป็นโครงการหนึ่งที่กระทรวงการคลังพร้อมจะเสนอใช้เงินบางส่วนจากพ.ร.ก. กู้เงินฯ ฉบับนี้ ให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาอนุมัติ ก่อนเสนอเข้า ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบได้ในวันที 19 พฤษภาคม 2569 จากนั้นจะเปิดให้ลงทะเบียนยืนยันรับสิทธิในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ เพื่อให้เริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ฉบับนี้จุดประสงค์ของรัฐบาลจริงๆ มีความตั้งใจดีอยากทำให้ประเทศดีขึ้น อยากช่วยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตปากท้องครั้งนี้ ซึ่งเป็นการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า และเราจะแก้วิกฤตปากท้องในระยะยาวด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นี่คือหัวใจของพ.ร.ก. ฉบับนี้ ดังนั้นจึงไม่เปิดให้ทำอะไรก็ได้ แต่เปิดให้เฉพาะวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาวิกฤตปากท้อง และช่วยในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ที่สำคัญการออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ครั้งนี้ มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องทำเพื่อเป็นการเตรียมกระสุนไว้ เพราะเห็นชัดแล้วว่าผลกระทบจากวิกฤติพลังงานเริ่มทยอยส่งผลแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีกระสุนให้เพียงพอที่จะรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าวน่าจะเพียงพอที่จะตัดวงจรระลอกวิกฤติที่จะเกิดขึ้นได้ ภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัด
อย่างไรก็ดี กรณีมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการออกพ.ร.ก.เงินกู้ฯ ครั้งนี้ นายเอกนิติกล่าวว่ารัฐบาลมี 2 ทางเลือกสำหรับวิกฤตในครั้งนี้ คือ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ก็จะไม่โดนด่า แต่ในอีกมิติถ้าไม่ออกมาทำอะไรแล้วประเทศเสียหาย “ผมก็รับไม่ได้”
"ลองคิดกลับด้านว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ก็ดีที่เราจะไม่โดนด่า แต่ประเทศจะพัง ก็เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้น คือ มันไม่ใช่แค่ประเทศเท่านั้นที่พัง แต่คนไทยจะตกงาน ค่าครองชีพของคนไทยจะสูงขึ้น รายได้หดตัว เป็นผลจากสิ่งที่เราเรียกว่าแรงบีบ 2 ด้าน (Double Squeeze) จากต้นทุนที่สูงขึ้น วันนี้เป็นสิ่งที่คนไทยเริ่มรู้สึกแล้ว รัฐบาลไม่อยากให้ลามไปถึงวิกฤติคนตกงาน ธุรกิจปิดกิจการ ถ้ามันไปถึงตรงนั้น GDP ก็จะหดตัวในที่สุด และสุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะสูงขึ้นจนชนเพดานอยู่ดี ดังนั้นไม่ดีกว่าหรือ ที่วันนี้ทุกฝ่ายจะมาร่วมทำอะไรที่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ” นายเอกนิติ กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
