รีเซต

"ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยประเทศไทยไม่สุดทาง? นักวิชาการแนะเชื่อมเศรษฐกิจครบวงจร มุ่งเน้นการใช้จ่ายคุณภาพมากกว่าปริมาณ

"ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยประเทศไทยไม่สุดทาง?  นักวิชาการแนะเชื่อมเศรษฐกิจครบวงจร มุ่งเน้นการใช้จ่ายคุณภาพมากกว่าปริมาณ
TNN ช่อง16
29 พฤษภาคม 2569 ( 08:00 )
13

ไทยช่วยไทยพลัส ช่วยไทยไม่สุดทาง? แนะเชื่อมเศรษฐกิจครบวงจร


โครงการใหญ่ของรัฐบาลไทยประจำปี 2569 อย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยประคองเศรษฐกิจไทย ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากวิกฤตพลังงานโลก และสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี


รัฐบาลมองว่า ประเทศไทยไม่อาจรอช้าได้อีก เพราะไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ขณะที่ต้นทุนพลังงานส่งผลกระทบต่อแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคการผลิต การขนส่ง การท่องเที่ยว ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชน


ความเสี่ยงสำคัญที่ทั่วโลกกำลังกังวล คือ ภาวะ “Stagflation” หรือเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารเศรษฐกิจ


ด้วยเหตุนี้ “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงถูกผลักดันออกมาในฐานะมาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และพยุงกำลังซื้อภายในประเทศ


ไทยช่วยไทยพลัส แจกเงิน 43 ล้านคน


โครงการไทยช่วยไทยพลัส มาพร้อมกับการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินบางส่วนมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการเติมเงินหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนกว่า 43 ล้านคน


กลุ่มแรก คือ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน จะได้รับเงินเพิ่มอัตโนมัติ คนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้า


อีกกลุ่มหนึ่ง คือ ประชาชนทั่วไปประมาณ 30 ล้านคน ภายใต้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิม แต่ปรับรูปแบบใหม่


รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” คนละ 1,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่อง 4 เดือน โดยรัฐบาลจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%


โครงการเริ่มเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา และจะเริ่มใช้จ่ายวันแรกในวันที่ 1 มิถุนายน ก่อนสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 กันยายน 2569


ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ ครอบคลุมทั้งร้านค้ารายย่อย ร้านชุมชน ร้านอาหารทั่วไป รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะ และยังสามารถใช้ร่วมกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีได้ แต่ส่วนลดจะครอบคลุมเฉพาะราคาอาหาร ไม่รวมค่าจัดส่ง


อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้รัฐบาลไม่เปิดให้ร้านความงาม ร้านตัดผม ร้านทำเล็บ สปา และร้านนวด เข้าร่วมโครงการ

กระตุ้นใช้จ่าย แต่เงินหมุนถึงต้นน้ำหรือไม่?


แม้รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป ผ่านการพยุงกำลังซื้อระดับฐานราก แต่ก็มีคำถามสำคัญตามมาว่า มาตรการนี้กำลังกระตุ้น “ปริมาณการใช้จ่าย” มากกว่า “คุณภาพของการใช้จ่าย” หรือไม่


เพราะแม้เงินจะถูกใช้จ่ายออกไปจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า เม็ดเงินเหล่านั้นจะหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างครบวงจร หรือไปถึงผู้ผลิตต้นน้ำอย่างแท้จริง


นักวิชาการหลายฝ่ายเสนอว่า รัฐบาลควรมุ่งเน้นให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ สามารถสร้างผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว


รองศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองว่า นโยบายไทยช่วยไทยพลัสมีประสิทธิภาพในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว และช่วยพยุงกำลังซื้อระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ


แต่คำถามสำคัญ คือ เม็ดเงินเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนเป็น “กิจกรรมทางเศรษฐกิจ” ได้มากน้อยเพียงใด


โดยเฉพาะความเสี่ยงที่งบประมาณบางส่วนอาจ “รั่วไหล” ออกจากระบบ หากเงินไม่ได้เชื่อมโยงไปสู่การผลิต การจ้างงาน หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มจริง


หากเม็ดเงินหมุนเวียนผ่านธุรกรรมที่ไม่ได้สร้างผลผลิตใหม่ ก็อาจทำให้ “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” หรือ Economic Multiplier อ่อนแรงลง


ข้อจำกัดสำคัญ ร้านใหญ่ถูกตัดออกจากระบบ


อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมาก คือ ข้อจำกัดของโครงการ ที่ยังไม่เปิดให้กลุ่ม Modern Trade รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษีเต็มรูปแบบ เข้าร่วมโครงการ


ผลที่เกิดขึ้น คือ เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่สามารถไหลผ่านเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างครบถ้วน


เพราะในความเป็นจริง ผู้ประกอบการ SME และผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมาก ต่างพึ่งพาช่องทางของ Modern Trade ในการกระจายสินค้า และใช้เป็นตลาดหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค


ดังนั้น เมื่อช่องทางสำคัญเหล่านี้ไม่ได้ถูกเชื่อมเข้ากับมาตรการ ก็ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่สามารถครอบคลุมทั้งระบบ และไม่สามารถส่งต่อไปยังภาคการผลิตต้นน้ำได้อย่างเต็มที่


นั่นหมายถึง การพลาดโอกาสในการกระตุ้นการผลิต การจ้างงาน และการสร้างรายได้ในห่วงโซ่เศรษฐกิจที่กว้างขึ้น

 แนะเพิ่มทางเลือก สร้างการแข่งขัน ลดค่าครองชีพ


นักวิชาการเสนอว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ควรมุ่งเน้น “คุณภาพของการใช้จ่าย” ควบคู่ไปกับ “ปริมาณ”


โดยเฉพาะการเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าและบริการ เพื่อสร้างการแข่งขันด้านคุณภาพและราคา ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างแท้จริง


นอกจากนี้ ภาครัฐควรยกระดับความโปร่งใสของระบบ ผ่านเครื่องมือดิจิทัล เช่น e-Receipt และ e-Tax Invoice ที่เชื่อมโยงกับฐานภาษีอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินประสิทธิภาพของมาตรการได้ชัดเจนขึ้น


อีกข้อเสนอหนึ่ง คือ แนวทาง “Hybrid โควต้า” ที่กำหนดสัดส่วนการใช้จ่ายร่วมกัน ระหว่างร้านค้ารายย่อยและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อให้ทั้งสองระบบสามารถเดินไปพร้อมกัน


แนวทางดังกล่าว จะช่วยให้เกิดทั้งการกระจายรายได้สู่ชุมชน และการเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทย และสินค้า OTOP เข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้มากขึ้น


 ใช้เงินทุกบาทให้คุ้มค่า ไม่ใช่แค่กระตุ้นระยะสั้น


ในระยะยาว นักวิชาการมองว่า รัฐบาลควรออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งไปสู่ “การเติบโตอย่างยั่งยืน”


เป้าหมายสำคัญ ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ต้องทำให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจจริง


รวมถึงทำให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้บริโภค ร้านค้า ผู้ผลิต ไปจนถึงภาคการจ้างงาน สามารถทำงานเชื่อมโยงและสอดรับกันได้


เพราะท้ายที่สุดแล้ว การใช้เงินทุกบาทให้คุ้มค่า ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่หมายถึงการบริหารงบประมาณของประเทศด้วยเช่นกัน


และนั่นจึงทำให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” มาพร้อมคำถามสำคัญว่า นี่จะเป็น “พายุเศรษฐกิจ” ที่ช่วยผลักดันประเทศไปข้างหน้า หรือเป็นเพียง “ลมที่พัดผ่าน” เพราะช่วยคนไทยได้ไม่สุดทาง และยังเชื่อมเศรษฐกิจได้ไม่ครบวงจร

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง