รีเซต

ฝุ่นพิษภาคเหนือวิกฤตหนัก PM2.5 พุ่งระดับอันตรายสูงสุด เตือนย้ายออกก่อนสายเกินไป

ฝุ่นพิษภาคเหนือวิกฤตหนัก PM2.5 พุ่งระดับอันตรายสูงสุด เตือนย้ายออกก่อนสายเกินไป
TNN ช่อง16
1 เมษายน 2569 ( 09:00 )
11

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 พุ่งทะลุ 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สัญญาณ “หายนะทางสิ่งแวดล้อม” ที่ไม่ควรมองข้าม

 

วันที่ 31 มี.ค.69 สถานการณ์คุณภาพอากาศในภาคเหนือของประเทศไทยเข้าสู่ระดับวิกฤต จากข้อมูลของ Air4Thai พบว่าค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สูงถึง 332 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน วัดได้ 309 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขดังกล่าวพุ่งเข้าสู่ระดับ “อันตรายสูงสุด” ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็น “หายนะทางสิ่งแวดล้อม” ได้อย่างชัดเจน

 

ตามเกณฑ์ของ United States Environmental Protection Agency และ World Health Organization ระบุว่าค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกิน 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง จัดอยู่ในระดับ “Hazardous” หรือ “อันตรายมาก” ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง แต่ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชนทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น และในหลายกรณี หน่วยงานด้านสุขภาพยังแนะนำให้ประชาชนพิจารณาย้ายออกจากพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย


ผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้น (ทันที)


ฝุ่น PM2.5 ในระดับวิกฤตสามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง ทั้งการระคายเคืองในจมูก ลำคอ และปอด ส่งผลให้เกิดอาการไอ จาม น้ำมูกไหล และหายใจลำบาก นอกจากนี้ยังอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะ โรคหอบหืด กำเริบ หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน และทำให้สมรรถภาพปอดลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเด็กที่อาจมีอาการเลือดกำเดาไหลได้ง่าย

ในด้านระบบหัวใจ ฝุ่นขนาดเล็กสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือแม้กระทั่งหัวใจวายเฉียบพลัน ขณะเดียวกันยังส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ทำให้เกิดอาการตาแดง แสบตา และผื่นคันตามผิวหนัง

 

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ


เด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเร็ว เนื่องจากปอดและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขณะที่ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจและปอด มีความเสี่ยงที่อาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็วและอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน ส่วนหญิงตั้งครรภ์ก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องระมัดระวัง เนื่องจากฝุ่นพิษอาจกระทบต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ และเพิ่มความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด

แนวทางปฏิบัติเมื่อค่าฝุ่นเกิน 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ในสถานการณ์ที่คุณภาพอากาศเลวร้ายถึงระดับนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการลดการสัมผัสฝุ่นให้ได้มากที่สุด ประชาชนควรงดกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิดโดยเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำงานนอกอาคาร และควรอยู่ในอาคารที่ปิดมิดชิด โดยปิดประตูหน้าต่างให้สนิท พร้อมใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA อย่างต่อเนื่อง


หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมหน้ากาก N95 ที่กระชับกับใบหน้าเพื่อกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก และหมั่นสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด หากมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือเหนื่อยผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง การเดินทางออกจากพื้นที่เพื่อไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกว่าชั่วคราว ถือเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง


สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งเกิน 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ไม่ใช่เพียงปัญหามลพิษทั่วไป แต่คือสัญญาณเตือนของวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ การรับรู้เท่าทัน ป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง และการตัดสินใจอย่างทันท่วงที คือกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงในสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิตเช่นนี้ ทุกคนในพื้นที่ควรเฝ้าระวังและปกป้องตนเองอย่างสูงสุด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง