งานวิจัยยืนยัน นวัตกรรม "วูลบาเกีย" ใช้ยุงปราบยุง ความหวังหยุด"ไข้เลือดออก"ได้

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับ การป้องกันโรคไข้เลือดออก ระบุว่า
พูดถึงโรคไข้เลือดออกเชื่อว่าไม่น่าจะไม่มีคนไม่รู้จัก โรคนี้เป็นปัญหาในประเทศไทยและเพื่อนบ้านมายาวนานมาก ที่ผ่านมาเรารู้ว่าการพึ่งพาวิธีการดั้งเดิมอย่างการฉีดพ่นสารเคมีหรือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์เพียงอย่างเดียวนั้นน่าจะไม่เพียงพอต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดวารสาร NEJM ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการลดอุบัติการณ์ของไข้เลือดออกในประเทศ ด้วยการใช้นวัตกรรมทางชีวภาพที่เรียกว่า "ยุงที่มีเชื้อวูลบาเกีย"
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้อยู่ที่การทำงานของแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า "วูลบาเกีย" (Wolbachia) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้ตามธรรมชาติในแมลงหลายชนิด แต่โดยปกติจะไม่พบในยุงลายบ้านที่เป็นพาหะหลักของโรคไข้เลือดออก หลักการทำงานของวิธีการนี้คือการใช้เทคนิคที่เรียกว่าการทำให้เป็นหมัน หรือ IIT-SIT
โดยนักวิทยาศาสตร์จะเพาะเลี้ยงยุงลายสายพันธุ์ที่มีเชื้อวูลบาเกีย และทำการคัดแยกเฉพาะ "ยุงตัวผู้" เพื่อปล่อยสู่ธรรมชาติ เหตุผลที่ต้องเป็นยุงตัวผู้เท่านั้นเนื่องจากยุงตัวผู้กินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้และไม่กัดมนุษย์ จึงไม่สร้างความรำคาญและไม่แพร่เชื้อโรค เมื่อยุงตัวผู้ที่มีเชื้อวูลบาเกียเหล่านี้บินไปจับคู่ผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียตามธรรมชาติที่ไม่มีเชื้อดังกล่าว จะเกิดปฏิกิริยาทางชีววิทยาที่เรียกว่าความไม่เข้ากันของไซโตพลาสซึม (Cytoplasmic incompatibility หรือ CI) ส่งผลให้ไข่ที่ยุงตัวเมียวางออกมานั้นฝ่อและไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ การกระทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องจึงเปรียบเสมือนการตัดวงจรการขยายพันธุ์ ทำให้ประชากรยุงลายในพื้นที่ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ในวงการวิทยาศาสตร์ยังมีอีกหนึ่งแนวทางที่ใช้ประโยชน์จากเชื้อวูลบาเกีย นั่นคือบทบาทของ "ยุงตัวเมีย" แม้ว่าการศึกษาในสิงคโปร์จะเน้นใช้ยุงตัวผู้เพื่อลดจำนวนประชากร แต่โดยธรรมชาติแล้วหาก ยุงตัวเมียมีเชื้อวูลบาเกีย แบคทีเรียชนิดนี้จะเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรในตัวยุงจนทำให้เชื้อไวรัสไข้เลือดออก (รวมถึงไวรัสซิกาและชิคุนกุนยา) ไม่สามารถเจริญเติบโตหรือเพิ่มจำนวนได้ ส่งผลให้ยุงตัวเมียนั้น "เป็นหมันต่อเชื้อไวรัส" คือกัดคนได้แต่ไม่แพร่โรค ซึ่งเป็นหลักการของวิธี "การแทนที่ประชากรยุง" (Population Replacement) ที่ใช้ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย แต่สำหรับโมเดลของสิงคโปร์ในงานวิจัยชิ้นนี้ ได้เลือกใช้วิธีการปล่อยเฉพาะยุงตัวผู้เพื่อเน้นผลลัพธ์ในการ "ลดจำนวนยุง" (Suppression) ให้เหลือน้อยที่สุดแทน
การศึกษาในสิงคโปร์ครั้งนี้ถือเป็นการทดลองภาคสนามขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนเมืองและอาคารสูง โดยมีการแบ่งพื้นที่ศึกษาออกเป็นกลุ่มที่ได้รับการปล่อยยุงวูลบาเกียและกลุ่มควบคุมเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์อย่างชัดเจน ผลการศึกษาตลอดระยะเวลา 2 ปี พบว่าในพื้นที่ที่มีการปล่อยยุงตัวผู้วูลบาเกีย ประชากรยุงลายตามธรรมชาติลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสถิติผู้ป่วยไข้เลือดออก ข้อมูลทางระบาดวิทยาชี้ให้เห็นว่าวิธีการนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออกได้สูงถึงร้อยละ 71 ถึง 72 เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่ได้รับการปล่อยยุง ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประชากรกลุ่มอายุใดหรือเพศใดก็ตาม
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ความสำเร็จจากการศึกษานี้ไม่เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้วิทยาศาสตร์ชีวภาพในการควบคุมโรค แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความปลอดภัยและความยั่งยืนของวิธีการดังกล่าว การลดประชากรยุงลายด้วยวิธียุงตัวผู้ที่เป็นหมันนี้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการใช้สารเคมี และยังสามารถประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันโรคอื่นๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะได้อีกด้วย เช่น ไวรัสซิกา หรือชิคุนกุนยา
อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีนี้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่คณะผู้วิจัยยังคงแนะนำว่าควรใช้ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมโรคอื่นๆ และการพัฒนาวัคซีน เพื่อสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับประชาชน การค้นพบครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่อาจต่อสู้กับโรคไข้เลือดออกในอนาคต และเป็นต้นแบบที่น่าสนใจสำหรับประเทศเพื่อนบ้านที่มีบริบทใกล้เคียงกัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
