รีเซต

ความเครียดทางใจ สั่งร่างกายให้อักเสบ เหมือนตอนที่ติดเชื้อ

ความเครียดทางใจ  สั่งร่างกายให้อักเสบ เหมือนตอนที่ติดเชื้อ
TNN ช่อง16
1 มีนาคม 2569 ( 10:46 )

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิทย์ไบโอเทค ให้ความรู้ผ่านเพจ "Anan Jongkaewwattana" โดยระบุว่า

เมื่อความเครียดทางใจสั่งร่างกายให้ "อักเสบ" เหมือนตอนป่วย

เคยสงสัยหรือเปล่าครับว่าทำไมบางคนเวลาเครียด ร่างกายก็จะมีปฏิริยาเหมือนจะป่วยตามไปด้วย เช่นมีอาการหัวใจเต้นเร็ว อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว ปรากฏการณ์นี้จริงๆแล้วสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสมองและระบบภูมิคุ้มกัน 

ล่าสุดทีมนักวิจัยในสหรัฐอเมริกาได้ค้นพบผู้เล่นสำคัญที่อาจอธิบายความเชื่อมโยงนี้ได้ โดยพบว่าสมองมีวงจรประสาทเฉพาะที่ทำหน้าที่ "จดจำ" และ "สั่งการ" ให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ซึ่งทำงานในรูปแบบเดียวกันไม่ว่าเราจะกำลังติดเชื้อจริง ๆ หรือเพียงแค่กำลังมีความเครียดก็ตาม   

งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ได้เจาะลึกไปที่การทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า BNST (Bed Nucleus of the Stria Terminalis) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนศูนย์บัญชาการที่คอยรับสัญญาณจากร่างกาย โดยปกติแล้วเมื่อร่างกายของเราติดเชื้อหรือได้รับบาดเจ็บ ระบบภูมิคุ้มกันจะปล่อยสารส่งสัญญาณที่เรียกว่า ไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมา โดยเฉพาะตัวที่ชื่อว่า interleukin-1β (IL-1β) เพื่อแจ้งเตือนสมองว่า "ตอนนี้ร่างกายกำลังแย่แล้ว" 

การศึกษาพบว่าภายในสมองส่วน BNST นี้ มีกลุ่มเซลล์ประสาทเฉพาะเจาะจงที่ทำหน้าที่ดักจับสัญญาณ IL-1β นี้โดยตรง ซึ่งเซลล์กลุ่มนี้จะสร้างสารเคมีที่ชื่อว่า CRH (Corticotropin-Releasing Hormone)

ความน่าสนใจของงานวิจัยนี้คือกลไกการทำงานที่เกิดขึ้นหลังจากสมองส่วน BNST ได้รับสัญญาณเตือนภัย ทันทีที่เซลล์ประสาทซึ่งทำหน้าที่สร้างสาร CRH ในบริเวณนี้ถูกกระตุ้น มันจะไม่ได้หยุดการทำงานไว้เพียงแค่การรับรู้ แต่จะทำหน้าที่ส่งคำสั่งต่อไปยังโครงสร้างสมองส่วนอื่น ๆ อย่างเป็นระบบและแม่นยำ โดยกระแสประสาทจะถูกส่งผ่านวงจรที่เชื่อมโยงไปยังสมองส่วนไฮโปทาลามัส  ซึ่งเป็นศูนย์กลางการควบคุมสมดุลของร่างกาย และส่งคำสั่งลึกลงไปยังก้านสมอง  เพื่อกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการสั่งการให้ร่างกายแสดงการตอบสนองทางสรีรวิทยาอย่างฉับพลันคล้ายกับกำลังเตรียมพร้อมทำสงครามกับเชื้อโรค เราจะพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในขณะเดียวกันก็มีการสั่งให้หลั่งสารกระตุ้นการอักเสบที่สำคัญอย่าง IL-6 เข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณสูงมาก ควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนความเครียด กระบวนการที่ซับซ้อนทั้งหมดนี้ยืนยันว่า 

สมองไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่รับรู้ความรู้สึกป่วยไข้ที่เกิดขึ้นในร่างกายเท่านั้น แต่ว่าสมองคือผู้เล่นหลักที่คอยบงการและสร้างอาการป่วยเหล่านั้นขึ้นมาเอง เพื่อเป็นกลไกป้องกันตัวและตอบโต้ต่อสิ่งคุกคามที่ระบบภูมิคุ้มกันตรวจพบ

แต่การที่นักวิจัยพบว่า "ความเครียดทางจิตใจ" ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคหรือบาดแผลทางกายใด ๆ กลับเลือกใช้เส้นทางด่วนของระบบประสาทเส้นเดียวกันนี้ในการสั่งงานร่างกาย เมื่อนักวิจัยทำการทดสอบโดยจำลองสถานการณ์ให้หนูทดลองเกิดความเครียดอย่างหนัก เช่น การถูกจำกัดพื้นที่ให้อึดอัดเป็นเวลาหลายชั่วโมง 

ผลปรากฏว่าเซลล์ประสาทในสมองส่วน BNST กลุ่มเดิมที่เคยทำหน้าที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อ กลับถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างรุนแรงราวกับว่าร่างกายกำลังเผชิญกับไวรัสหรือแบคทีเรีย การทำงานที่ทับซ้อนกันนี้ส่งผลให้ร่างกายของหนูทดลองเกิดภาวะอักเสบอย่างหนักและมีภาวะหัวใจเต้นเร็วขึ้นมาในทันที ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีเชื้อโรคหรือสารพิษใด ๆ ในร่างกายเลย ปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือนการที่สมองตีความความกดดันทางจิตใจว่าเป็นภัยคุกคามทางกายภาพ จึงสั่งให้ร่างกายเตรียมพร้อมรบด้วยการสร้างการอักเสบขึ้นมา 

การค้นพบนี้จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยอธิบายกลไกว่า เหตุใดผู้ที่เผชิญกับความเครียดเรื้อรังจากหน้าที่การงานหรือปัญหาชีวิตจึงมักจบลงด้วยการล้มป่วยด้วยโรคทางกาย และเหตุใดผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลจึงมักเผชิญกับปัญหาความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันและมีภาวะอักเสบเรื้อรังซ่อนอยู่ร่วมด้วย 

นั่นเป็นเพราะวงจรประสาทในสมองที่ใช้รับมือกับความเครียดและการอักเสบนั้น จริงๆแล้วคือวงจรเดียวกันที่ทำงานประสานกันอย่างแยกไม่ออกนั่นเอง   

นอกจากนี้ นักวิจัยยังเปรียบเทียบการทำงานของเซลล์ประสาทกลุ่มนี้ว่าเป็นเหมือน "ความทรงจำของระบบภูมิคุ้มกัน" (Immune Engram) กล่าวคือ สมองได้บันทึกรูปแบบการตอบสนองต่อความเจ็บป่วยเอาไว้ และสามารถ "เรียกคืน" อาการเหล่านั้นกลับมาได้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความเครียด คล้ายกับการที่เราจำเหตุการณ์ในอดีตได้ แต่ในกรณีนี้คือร่างกายจำสภาวะการป่วยได้และแสดงอาการออกมาจริง ๆ

เมื่อเรารู้แน่ชัดแล้วว่าวงจรประสาทใดคือตัวการที่เชื่อมโยงความเครียดเข้ากับการอักเสบ เราอาจสามารถพัฒนายาหรือวิธีการรักษาที่มุ่งเป้าไปที่การตัดวงจรนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบและผลกระทบต่อหัวใจในผู้ที่มีความเครียดสูงหรือผู้ป่วยจิตเวช โดยไม่ไปรบกวนระบบฮอร์โมนความเครียดอื่น ๆ ที่ยังจำเป็นต่อการดำรงชีวิต 

งานวิจัยนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเข้าใจกลไกของร่างกายดีขึ้น แต่ยังเป็นความหวังใหม่ในการรักษาโรคที่เกิดจากความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างจิตใจและร่างกายอีกด้วย


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง