รีเซต

TFG แอกทีฟฟันด์เข้าคุย ลั่นส่งออกยุโรป-ญี่ปุ่นพุ่ง

TFG แอกทีฟฟันด์เข้าคุย  ลั่นส่งออกยุโรป-ญี่ปุ่นพุ่ง
ทันหุ้น
24 มิถุนายน 2569 ( 02:30 )

            นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่าการที่หุ้น TFG ได้รับการคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี SET50 เป็นครั้งแรก ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นให้กับนักลงทั้งในและต่างประเทศ เปรียบเสมือนการได้รับตราประทับ ว่า TFG เป็นหนึ่งใน 50 บริษัทชั้นนำของประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนประเภท Index Fund ที่ต้องลงทุนตามน้ำหนักดัชนี รวมถึงกลุ่ม Active Fund ที่เริ่มให้ความสนใจและติดต่อเข้ามาหาข้อมูลมากขึ้น เนื่องจากนโยบายการลงทุนของกองทุนหลายแห่งจำกัดเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET50 เท่านั้น

            "เรามองว่านี่คือการ Level Up ของบริษัท จากก่อนหน้านี้ที่เราได้เข้า MSCI ไปแล้ว การติด SET50 ยิ่งทำให้นักลงทุนเข้ามาได้อย่างสบายใจมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่การปรับโครงสร้างธุรกิจของเราที่เน้นการทำค้าปลีกมากขึ้น รวมถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท" นายเพชรกล่าว

            สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง นายเพชรชี้แจงว่า TFG มีนโยบายบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ Natural Hedge เนื่องจากมีสัดส่วนการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ในทางตรงอาจไม่ได้ผลบวกที่หวือหวามากนัก อย่างไรก็ตาม ในทางอ้อมถือเป็นผลบวกต่อความสามารถในการแข่งขัน ทำให้สินค้าของ TFG ในตลาดโลกน่าสนใจ ราคาแข่งขันได้มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างยุโรป, สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ที่มีความต้องการสูงมาก  นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมขยายตลาดไปยังประเทศเกาหลีใต้เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะเห็นสัดส่วนยอดขายที่เพิ่มขึ้นในปีนี้

            ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดีมานด์ในต่างประเทศเติบโต มาจากความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ท่ามกลางภาวะสงครามและความไม่แน่นอนของโลก ประกอบกับเนื้อไก่เป็นสินค้าโปรตีนที่มีราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ทำให้ผู้บริโภคเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาบริโภคเนื้อไก่มากขึ้นตามเทรนด์เศรษฐกิจ

            ด้านการบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจอาหาร นายเพชรระบุว่า TFG ได้ทำการล็อกราคาวัตถุดิบ (Lock-up) ไว้แล้วกว่า 60-70% ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ทำให้บริหารจัดการความผันผวนได้ดี สำหรับแนวโน้มในช่วงไตรมาส 3 คาดว่าต้นทุนจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาข้าวโพดที่เริ่มเป็นทิศทางขาลง

            "ราคาข้าวโพดเริ่มลดลงหลังรัฐบาลประกาศขยายระยะเวลาการนำเข้าตามสิทธิ AFTA จากเดิมที่สิ้นสุดในเดือนมิถุนายน ออกไปเป็นสิ้นเดือนสิงหาคม ซึ่งช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ได้มาก และเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนกันยายน ผลผลิตข้าวโพดฤดูกาลใหม่ก็จะเริ่มออกสู่ตลาด ทำให้เรามองว่าต้นทุนวัตถุดิบหลักน่าจะเป็นขาลงอย่างชัดเจนหลังจากนี้" นายเพชร กล่าว

            นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงยังส่งผลดีต่อต้นทุนการขนส่งภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบัน TFG มีสัดส่วนรายได้จากในประเทศสูงถึง 70% ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออก 15% และยอดขายจากฐานการผลิตในเวียดนามอีก 15% ในขณะที่ค่าระวางเรือ (Freight) บริษัทได้ปรับเส้นทางเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญในปัจจุบัน

            แม้ตลาดส่งออกจะมีความสดใส แต่ TFG ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศที่เป็นสัดส่วนรายได้หลัก โดยมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์การขยายช่องทางค้าปลีก (Retail) เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะช่วยสร้างอัตรากำไร (Margin) ที่ดีกว่าการขายส่งแบบเดิม สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น "คนละครึ่ง" แม้บริษัทจะไม่ได้เข้าร่วมโดยตรง แต่ก็ได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการที่การบริโภคในประเทศคึกคักขึ้น ทำให้ร้านค้าปลีกที่เป็นลูกค้าของบริษัทมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง