รีเซต

"GDP" ไทย โดนหั่นเรียบ คาดโตต่ำสุดรอบ 30 ปี วิกฤตพลังงาน โจทย์ใหญ่ท้าทายรัฐบาล

"GDP" ไทย โดนหั่นเรียบ คาดโตต่ำสุดรอบ 30 ปี วิกฤตพลังงาน โจทย์ใหญ่ท้าทายรัฐบาล
TNN ช่อง16
10 เมษายน 2569 ( 14:07 )
11

ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกลาง ส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลก จากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง หลายสำนักทั้งรัฐและเอกชนต่างออกมาหั่นเป้า GDP ของไทยลงอย่างถ้วนหน้า

วิกฤตราคาพลังงานเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งมือแก้ปัญหา เพราะปัจจัยนี้มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยตรง สะท้อนผ่านประมาณการการเติบโตของ GDP ของหลายสำนักที่มีการปรับเป้าการเติบโตของ GDP ในปี 2569 ลง ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี

เริ่มกันที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ประเมินว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นทุกๆ 1 บาท จะฉุดให้ GDP ของไทยลดลง 0.02% หากสงครามยืดเยื้อยาวนานเกิน 2 เดือน อาจเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% และเสี่ยงหนักสุดที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ด้านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือโต 1.2-1.6% จากเดิมคาดโต 1.6-2.0% โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ดีดตัวสูงขึ้น และทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศต้องปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ขณะที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งการบริโภค และความเชื่อมั่นภาคเอกชน การปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายของภาครัฐ อาจจะต้องมีการก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ ภาคการผลิตที่ต้องบริหารจัดการต้นทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจาก logistics disruption ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทางราว 1 ล้านคน ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า

ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ส่งสัญญาณในการปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลง เนื่องจากแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสงครามที่ผลักดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ด้านนักวิเคราะห์มอง เป็น sentiment ลบต่อ SET ในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มพึ่งพาการบริโภคและต้นทุนพลังงานสูง โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีโอกาสปรับลด GDP ไทยปีนี้เหลือ 1.3–1.7% จากเดิม 1.9%

ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเดินเรือขนส่งสินค้า และพลังงานของโลก ได้สร้างผลกระทบต่อภาคพลังงานในระดับรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ โดยได้ทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ไว้ 3 ฉากทัศน์ ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้

กรณีที่ 1 : ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% กระทบ GDP ให้ลดลง -1.07%

กรณีที่ 2 : ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 2.82% กระทบ GDP ให้ลดลง -2.31%

กรณีที่ 3 : ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ (โอกาสเกิด 10%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 3.67% กระทบ GDP ให้ลดลง -3.24%

ทางฟากฝั่งของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเอกชน ล่าสุด บล.บัวหลวงวิเคระห์ว่า หากราคาน้ำมันดีเซลยืนสูง 50-55 บาท/ลิตร 1 เดือน อาจกดดัน GDP ปี 69 ราว 0.4-0.5% เหลือเติบโต 1.3-1.4% และกระทบกำไรต่อหุ้น SET ราว 1.2-1.5% EPS อยู่ที่ 92-92.5 บาท/หุ้น, เติบโต 0.5-1.0% มอง SET target อยู่ที่ 1,550 จุด

ขณะที่ในกรณีเลวร้าย: หากราคาน้ำมันดีเซลยืนสูงนาน 2 เดือน ประเมิน downside ของ SET ราว 1,340 จุด ทั้งนี้ ราคาดีเซลเพิ่มทุกๆ 10% จาก 50 บาท ประเมิน กดดัน GDP ลดลง 0.1% และกำไรต่อหุ้น SET ลดลงราว 0.3-0.4%

ซึ่งก่อนหน้านี้ นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร หรือ KKP ได้ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ราว 1.6-1.8% ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตช้า โดยเติบโตลดลงจากปีนี้ ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2% ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาความท้าทายที่ต่อเนื่องจากปีนี้

โดยมองว่าการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตแผ่วลงนั้น เป็นผลมาจากเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจเริ่มอ่อนกำลังลง อีกทั้งยังมีผลกระทบจากภัยธรรมชาติเข้ามากดดันด้วย ซึ่งทาง KKP ได้ประเมินว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้

ขณะเดียวกันศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP ลดลงเหลือเพียง 1.2% จากเดิม 1.9% เนื่องจากผลกระทบด้านราคาน้ำมันนั้นรุนแรงและแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้าพลังงานมากที่สุดในเอเชีย โดยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 63.1% 

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดหากสงครามลากยาวอาจเหลือการเติบโตเพียง 0.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงเข้าใกล้ 3% ตามราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งความขัดแย้งมีโอกาสลุกลามไปถึงภาคการส่งออกที่คาดว่า จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% ในปีนี้ จากปัญหาค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้นถึง 17.4% ทำให้สินค้าที่ได้รับผลกระทบจะประกอบไปด้วย กลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป

ด้านศูนย์วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.1-1.8% ลดลงจาก 2.0% ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับของผลกระทบ และความรุนแรง รวมถึงความยืดเยื้อของสงครามในตะวันออกกลาง

และสุดท้าย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ หากไม่นับช่วงปีที่เกิดวิกฤต เช่น โควิด19 ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 68 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ที่จะแผ่วลงเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะภาคส่งออก ดังนั้น จำเป็นยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่มีใครที่จะสามารถบอกได้ว่าจะจบลงอย่างไร โครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบที่รุนแรง และถึงแม้ว่าสงครามจะจบลง ราคาพลังงานก็อาจจะไม่ได้กลับลงมาอยู่ในจุดเดิมก่อนที่จะเกิดสงคราม สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลไทย ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตอีกครั้ง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง