รีเซต

ถอดโครงสร้างค่าไฟใหม่!! "บ้านเล็กได้ บ้านใหญ่จ่ายเพิ่ม"

ถอดโครงสร้างค่าไฟใหม่!! "บ้านเล็กได้ บ้านใหญ่จ่ายเพิ่ม"
TNN ช่อง16
30 เมษายน 2569 ( 17:13 )
12

ภาครัฐเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งสำคัญ หลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบ 2 วาระหลัก ตามกรอบ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน”  ซึ่งได้เห็นชอบ 2 แนวทางสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟและวางรากฐานพลังงานระยะยาวของประเทศ


ยก 2 แกนหลัก 


1. ปรับโครงสร้างค่าไฟภาคครัวเรือน เป็นมาตรการนี้มุ่งลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะการปรับอัตราค่าไฟฟ้าให้สะท้อนความเป็นธรรมมากขึ้น ผ่านโครงสร้างแบบขั้นบันได ผู้ใช้ไฟน้อยได้รับประโยชน์มากขึ้นลดแรงกดดันค่าครองชีพทันที สร้างแรงจูงใจให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  


2. ดัน Solar Rooftop ภาคประชาชน เป็นอีกด้านหนึ่ง รัฐเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) เปิดโอกาสให้ประชาชน “ผลิตไฟใช้เอง”ลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบหลักหนุนพลังงานสะอาดและความยั่งยืน


สำหรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ แบบ “ขั้นบันได” เตรียมเริ่มใช้ในรอบเดือนมิถุนายน 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมสร้างความเป็นธรรมในการใช้พลังงาน โดยมาตรการใหม่กำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก จ่ายไม่เกิน 3.00 บาท/หน่วย จากเดิม 3.95 บาท ซึ่งถือเป็นการลดค่าไฟในส่วนที่จำเป็นต่อการดำรงชีพโดยตรง

 


การปรับครั้งนี้แบ่งผู้ใช้ไฟออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 


1. กลุ่มใช้ไฟน้อย 


กลุ่มผู้ใช้ไฟในระดับต่ำถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างค่าไฟใหม่อย่างชัดเจนที่สุด จากเดิมที่อัตราค่าไฟสำหรับช่วง 0–150 หน่วยอยู่ที่ประมาณ 3.2484 บาทต่อหน่วย เมื่อมีการปรับนโยบายใหม่ให้ครอบคลุมถึง 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของกลุ่มนี้ลดลงทันทีในทุกหน่วยที่ใช้งาน กล่าวได้ว่าเป็นการลดภาระโดยตรงแบบ “เต็มบิล” ไม่ใช่เพียงบางส่วน ส่งผลให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟในระดับประหยัดสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น และมีเงินเหลือไปใช้จ่ายในด้านอื่นมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม


2. กลุ่มครอบครัวทั่วไป / ครอบครัวขนาดกลาง


สำหรับครอบครัวทั่วไปหรือครัวเรือนขนาดกลางที่มีการใช้ไฟอยู่ในช่วงประมาณ 200–400 หน่วยต่อเดือน แม้อัตราค่าไฟในส่วนที่เกิน 200 หน่วยยังคงคิดในอัตราฐานเดิมที่ราว 3.95 บาทต่อหน่วย แต่การที่นโยบายใหม่ช่วยลดค่าไฟใน 200 หน่วยแรกลงมาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ก็ทำให้ค่าไฟรวมทั้งบิลปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ แม้จะไม่ได้ลดทุกหน่วยเหมือนกลุ่มใช้ไฟน้อย แต่ก็ยังช่วย “หั่นต้นทุนก้อนใหญ่” ในส่วนของการใช้ไฟพื้นฐาน ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนเบาลงพอสมควร และช่วยพยุงค่าครองชีพของครัวเรือนระดับกลางได้อย่างเป็นรูปธรรม


3. กลุ่มใช้ไฟสูง / ภาคธุรกิจ 


สำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟในระดับสูงหรือภาคธุรกิจที่มีการใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน โครงสร้างค่าไฟใหม่แทบไม่ได้ช่วยลดภาระอย่างมีนัยสำคัญนัก แม้จะยังได้อานิสงส์จากค่าไฟใน 200 หน่วยแรกที่ถูกลง แต่เมื่อปริมาณการใช้ไฟเพิ่มขึ้นเข้าสู่ช่วงอัตราก้าวหน้า ค่าไฟในหน่วยถัดไปจะถูกคิดในอัตราที่สูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งในบางกรณีอาจเกิน 5 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมยังอยู่ในระดับสูงหรืออาจเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำในบางสถานการณ์ สะท้อนแนวคิดของนโยบายที่ต้องการให้ผู้ใช้ไฟมากเป็นผู้รับภาระต้นทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นแรงจูงใจทางอ้อมให้ภาคธุรกิจหันมาบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว 


*วิเคราะห์ค่าไฟ 300 หน่วย ภายใต้โครงสร้างเดิม 


สำหรับครัวเรือนที่มีการใช้ไฟฟ้าประมาณ 300 หน่วยต่อเดือน ภายใต้โครงสร้างค่าไฟแบบเดิม การคำนวณค่าใช้จ่ายจะเป็นไปในลักษณะอัตราเดียวทั้งบิล โดยใช้อัตราเฉลี่ยประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้ารวมอยู่ที่ราว 1,185 บาทต่อเดือน การคิดค่าไฟในรูปแบบนี้สะท้อนต้นทุนแบบรวม ไม่ได้แยกตามระดับการใช้ไฟฟ้า จึงทำให้ผู้ใช้ไฟในระดับปานกลางยังคงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในอัตราใกล้เคียงกับผู้ใช้ไฟในระดับสูง โดยไม่มีส่วนลดหรือแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานอย่างชัดเจน


ส่วนครัวเรือนที่มีการใช้ไฟฟ้าประมาณ 300 หน่วยต่อเดือน ภายใต้โครงสร้างค่าไฟแบบใหม่ การคำนวณค่าใช้จ่ายจะเปลี่ยนมาใช้ระบบ “ขั้นบันได” ซึ่งแยกอัตราค่าไฟตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงอย่างชัดเจน โดยในส่วนของ 200 หน่วยแรก จะถูกคิดในอัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าใช้จ่ายในช่วงนี้อยู่ที่ 600 บาท ขณะที่อีก 100 หน่วยที่เหลือจะยังคงใช้อัตราฐานเดิมที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย คิดเป็น 395 บาท


เมื่อรวมค่าไฟทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน จะทำให้ค่าไฟฟ้ารวมอยู่ที่ประมาณ 995 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ของโครงสร้างค่าไฟใหม่ที่มุ่งลดภาระในส่วนของการใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนทั่วไปที่มีการใช้ไฟในระดับปานกลาง ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาหลักการให้ผู้ใช้ไฟในระดับสูงรับภาระต้นทุนมากขึ้นในส่วนที่เกินจากการใช้พื้นฐาน


อย่างไรก็ดี การปรับค่าไฟครั้งนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดสำคัญว่า ผู้ใช้ไฟในระดับพื้นฐานควรได้รับอัตราค่าไฟที่เป็นธรรมและเข้าถึงได้ ขณะที่ผู้ใช้ไฟในปริมาณสูงควรเป็นผู้รับภาระต้นทุนที่มากขึ้น สะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงของประเทศ เนื่องจากการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งย่อมส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวมของระบบ


ในอีกด้านหนึ่ง รัฐยังพยายามผลักดันทางเลือกใหม่ให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟสูง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ใช้ไฟเกินประมาณ 480–500 หน่วยต่อเดือน ให้หันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟใช้เอง เพื่อลดภาระค่าไฟในระยะยาว พร้อมทั้งมีแนวคิดสนับสนุนด้านการเงินผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ระดับราว 3% และผ่อนชำระระยะยาว เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น


อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและรูปแบบการสนับสนุนยังต้องติดตามต่อไปว่าครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของนโยบายนี้ในระยะยาว  


นอกจากปรับโครงสร้างค่าไฟ รัฐยังเตรียมเดินหน้ามาตรการอื่นๆ ได้แก่

1.ยกเลิก Adder (ลดภาระต้นทุนไฟฟ้า)

2.ทบทวนสัญญาซื้อไฟต้นทุนสูง

3.หน่วยงานรัฐลดใช้พลังงานลง 20%

4.ปรับรูปแบบรับซื้อไฟฟ้าเป็น Feed-in Tariff (FiT)


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง