ไทยลุย “ภาษีลดหวาน-เค็ม” เปิดทาง 5 ธุรกิจโตแรง

ไทยเร่งภาษีสุขภาพ รับมือโรค NCDs พุ่ง
ประเทศไทยกำลังเดินหน้ามาตรการ “ภาษีเพื่อสุขภาพ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมการบริโภคหวานและเค็มเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
ก่อนหน้านี้ ไทยเริ่มใช้ “ภาษีความหวาน” ตั้งแต่ปี 2560 และมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2568 โดยจัดเก็บตามปริมาณน้ำตาลแบบขั้นบันได สูงสุด 5 บาทต่อลิตร ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับสูตรสินค้า ลดน้ำตาล และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น สูตรน้ำตาลต่ำ และไม่มีน้ำตาลมากขึ้น
ล่าสุด ภาครัฐอยู่ระหว่างศึกษา “ภาษีความเค็ม” โดยเน้นเก็บจากปริมาณโซเดียมในอาหารแปรรูป เช่น ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารแช่แข็ง เพื่อจูงใจให้ลดเค็มในระดับอุตสาหกรรม
คนไทยกินเค็มเกินเกณฑ์ เสี่ยงโรค-เศรษฐกิจเสียหาย
ข้อมูลสะท้อนชัดว่า คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,400–3,600 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เกือบ 2 เท่า
พฤติกรรมดังกล่าวเป็นปัจจัยหลักของโรค NCDs ซึ่งสร้างภาระต่อเศรษฐกิจไทยสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือราว 9–10% ของ GDP โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายรักษาโรคเบาหวาน และโรคที่เกี่ยวข้องกับโซเดียม เช่น โรคหัวใจและไตวาย
โอกาส 5 ธุรกิจโต รับเทรนด์ “ลดหวาน-เค็ม”
แม้มาตรการภาษีจะเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม แต่ในอีกมุมหนึ่ง กลับเปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เติบโต โดยเฉพาะ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.อาหารเพื่อสุขภาพ เช่น อาหารคลีน ลดน้ำตาล ลดโซเดียม
2.เครื่องดื่มสุขภาพ โดยเฉพาะสูตร 0% น้ำตาล
3.Plant-based food โปรตีนจากพืช
4.สารให้ความหวานทดแทน เช่น สตีเวีย
5.ธุรกิจ Wellness & Healthcare เช่น คลินิก โภชนาการ
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่า ตลาดอาหารสุขภาพไทยเติบโตเฉลี่ย 5–10% ต่อปี และผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนจาก “อร่อยอย่างเดียว” เป็น “อร่อยและดีต่อสุขภาพ” มากขึ้น
ปรับสูตร-ปรับเกมธุรกิจ รับนโยบายรัฐ
ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มเร่งพัฒนาสินค้า Low sugar, Low sodium และ 0% น้ำตาล เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐและความต้องการผู้บริโภค ขณะที่หน่วยงานรัฐ เช่น อย. ใช้ “สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ” ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
