รีเซต

TAE เอทานอลงบกระฉูด  ปั้นมาร์จิ้น-อนาคตไปต่อ

TAE เอทานอลงบกระฉูด  ปั้นมาร์จิ้น-อนาคตไปต่อ
ทันหุ้น
6 พฤษภาคม 2569 ( 02:30 )

               บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TAE กลายเป็นหุ้นที่ถูกจับตามองอย่างหนักในกลุ่มพลังงานทดแทน หลังประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนสร้างความตื่นตะลึงให้กับตลาดทุนและทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นชนเพดาน 30% 

               บริษัทแจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 125.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 126.52 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 15,061.90% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 0.84 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.126 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุน 0.001 บาทต่อหุ้น

               ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ผลประกอบการเติบโตอย่างรุนแรง มาจากรายได้รวมที่พุ่งแตะ 622.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.60% จากปีก่อนที่มีรายได้ 473.13 ล้านบาท โดยโครงสร้างรายได้หลักมาจากธุรกิจเอทานอลที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 144.23 ล้านบาท หรือโต 30.98% เนื่องมาจากปริมาณการจำหน่ายเอทานอลที่เพิ่มขึ้นถึง 35.53%

               นายก้าวหน้า ดีล้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TAE  เปิดเผยกับ "ทันหุ้น"  ว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ปริมาณขายและกำไรในไตรมาสนี้โตแรง คือ ความสำเร็จในการดำเนินกลยุทธ์สร้างมูลค่าเพิ่มจากผลพลอยได้ หรือ High Value By-Product โดยบริษัทได้นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และของเสียจากกระบวนการผลิต มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไร ให้ดีขึ้นอย่างชัดเจนในระยะยาว

               นอกจากนี้ บริษัทยังบริหารจัดการต้นทุนขายได้อย่างยอดเยี่ยม โดยในไตรมาส 1/2569 มีต้นทุนขายอยู่ที่ 436.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.32% เท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณขายที่โตกว่า 35% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นพุ่งขึ้นเป็น 173.52 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) สูงถึง 28.46% ของยอดขาย เทียบกับปีก่อนที่มีอัตรากำไรขั้นต้นเพียง 6.59%

               "ราคาขายเอทานอลในไตรมาส 1 ขยับขึ้นมาเฉลี่ยเกิน 20 บาทต่อลิตร จากเดิมในไตรมาส 4 ปีก่อนที่ยังไม่ถึงระดับดังกล่าว ประกอบกับเราเน้นการปรับปรุง Yield และการควบคุมต้นทุน ตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทำให้ส่วนต่างราคากว้างขึ้นอย่างมาก" นายก้าวหน้ากล่าว

               เมื่อพิจารณาถึงฐานะทางการเงิน TAE มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัท มีหนี้สินรวมลดลงเหลือ 1,038.97 ล้านบาท ลดลง 173.13 ล้านบาท หรือลดลง 14.28% จากสิ้นปี 2568  เนื่องจากบริษัทได้ทยอยชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลง 14.39% ในไตรมาสนี้

               ในด้านสภาพคล่อง แม้อัตราส่วนสภาพคล่องจะอยู่ที่ 0.57 เท่า แต่อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากลูกหนี้การค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง

               อีกทั้งบริษัทยังมีเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสูงถึง 228.48 ล้านบาท และมีวงจรเงินสด (Cash Cycle) ที่สั้นลงเหลือเพียง 26.60 วัน ซึ่งลดลง 5.98 วันจากสิ้นปีก่อน แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวในการดำเนินงานเป็นอย่างดี

               นายก้าวหน้า ประเมินผลประกอบการข้างหน้าว่ายังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยแนวโน้มราคาขายเอทานอลอ้างอิงในไตรมาส 2 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 21 บาทต่อลิตร จากไตรมาส 1 ที่ค่าเฉลี่ยอยู่ระดับประมาณ 20 บาทต่อลิตร ส่วนปริมาณการขายในไตรมาส 2 จะยังคงใกล้เคียงหรือทรงตัวจากไตรมาส 1

               สำหรับปัจจัยหนุนจากนโยบายเพิ่มส่วนต่างราคาระหว่างแก๊สโซฮอล์ E10 และ E20 ผ่านกลไกกองทุนน้ำมัน เพื่อส่งเสริมการใช้เอทานอลที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น แทนการนำเข้าน้ำมันเบนซินพื้นฐานที่มีราคาสูงจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง นั้นมองว่าเริ่มส่งผลเต็มที่ในช่วงไตรมาส 3/2569

โดยปัจจุบันกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ระดับ360,000 ลิตรต่อวัน ปัจจุบันบริษัทเดินเครื่องหรือใช้กำลังการผลิตอยู่เพียง 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมด จึงยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

               อย่างไรก็ดี บริษัทต้องเผชิญกับแนวโน้มราคาวัตถุดิบที่อาจปรับตัวสูงขึ้น และผลกระทบข้างเคียงจากราคาน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งบริษัทยังมุ่งเน้นการปรับปรุง "Yield" และการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง