รีเซต

PTTEP ขาขึ้นรอบใหญ่ Q2  กระแสเงินสดแกร่งปันผลสูง

PTTEP ขาขึ้นรอบใหญ่ Q2  กระแสเงินสดแกร่งปันผลสูง
ทันหุ้น
5 พฤษภาคม 2569 ( 03:00 )
15

นายเบญจพล  สุทธิ์วนิช  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า ผลประกอบการ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ไตรมาส 1/2569 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.18 หมื่นล้านบาท ถือว่าสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับตลาดอย่างมาก จากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 8 พันล้านบาท  แม้ตัวเลขกำไรสุทธิจะดูลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) เนื่องจากมีผลขาดทุนจากการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน

แต่หากพิจารณาที่เนื้อในจะพบว่า กำไรจากการดำเนินงานปกติปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  จากรายได้รวมที่พุ่งแตะ 78,841 ล้านบาท โดยมีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 553,369 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นผลจากการรับรู้ส่วนแบ่งการผลิตจากโครงการใหม่ๆ อาทิ โครงการเอ 18, โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค 408 ที่เริ่มเห็นดอกออกผลชัดเจนในปีนี้ ขณะที่ต้นทุน (Unit Cost) ที่ทำได้ต่ำเพียง 27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าสมมติฐานเดิมที่ตั้งไว้ 

โดยในไตรมาส 1 PTTEP มีผลขาดทุนจากการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันสูงถึง 8,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นธรรมชาติของธุรกิจสำรวจและผลิต ที่ต้องมีการล็อกราคาขายบางส่วนเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยปกติบริษัทจะทำ Hedging ไว้ประมาณ 15% ของยอดขาย แต่ปัจจุบันทำอยู่เพียง 13% เท่านั้น ซึ่งผลขาดทุนที่เกิดขึ้นเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี (Paper Loss) แต่ในแง่ของการดำเนินงานจริง (Operation) ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากราคาน้ำมันที่ขายได้จริงในระดับสูง

นายเบญจพล ระบุชัดเจนว่า ไตรมาส 2/2569 จะเป็นไตรมาสที่พีค (Peak) ที่สุดของปี โดยกำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากนั้นราคาขายที่คาดว่าจะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก QoQ ตามทิศทางราคาน้ำมันโลก ส่วนขนาดของผลขาดทุนจากการประกันความเสี่ยงในไตรมาส 2 จะลดลงจากไตรมาสแรกเกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่ปริมาณการขาย แม้คาดว่าจะลดลงเล็กน้อยประมาณ 3% QoQ เนื่องจากรอบการขนส่งน้ำมันดิบในตะวันออกกลางที่ลดลงตามวงรอบปกติ ขณะที่ต้นทุนอาจจะขึ้นไปที่ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาขายเฉลี่ยที่พุ่งสูงขึ้นจะเข้ามากลบผลกระทบนี้ได้หมด

ในมุมมองเชิงลึก นายเบญจพล เชื่อว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในไตรมาส 2 จะยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และโอกาสที่จะเห็นราคาดิ่งลงอย่างรุนแรงนั้นเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐ สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าจะสงบสุขได้ง่ายๆ เพราะข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายยังมีความต่างกันสูง (Gap กว้าง) และมีโอกาสที่อิหร่านจะดึงเกมยื้อเพื่อทำให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ตกลงในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม เดือนพฤศจิกายน

นอกจากนี้ท่อขนส่ง LNG 2 เส้นในโอมานถูกทำลาย ซึ่งต้องใช้เวลาซ่อมแซมถึง 3-5 ปี ทำให้ความกังวลเรื่องอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) หายไปทันที ดังนั้นต่อให้สถานการณ์คลี่คลาย ราคาน้ำมันก็น่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าระดับ 50-60 ดอลลาร์ในช่วงอดีตอย่างมาก

ทั้งนี้ให้ราคาเป้าหมายของ PTTEP ไว้ที่ 185 บาท โดยมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันยังปรับฐานลงมาจากจุดสูงสุดพอสมควร ทำให้มีอัพไซด์ (Upside) เปิดกว้างให้นักลงทุนเข้าสะสมได้ และยังมีอัพไซด์ที่เพิ่มขึ้นอีกหากราคาน้ำมันเฉลี่ยขึ้นไปแตะ 90 บาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการ ด้วยกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่ "แข็งแรง"  และฐานกำไรที่พุ่งสูงตามราคาน้ำมัน คาดการณ์ว่าปีนี้จะจ่ายปันผลไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน โดยมีโอกาสเห็นการจ่ายปันผลรวม เกิน 10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 7-8% หากราคาหุ้นยังอยู่แถว 150 บาท

อีกหนึ่งประเด็นที่ส่งผลบวกต่อการจ่ายปันผลคือ แผนการลงทุน (CAPEX) ในรอบ 5 ปีข้างหน้า ที่บริษัทประกาศออกมาถือว่าไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับอดีต สิ่งนี้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการกำไรเพื่อนำมาจ่ายเงินปันผลคืนสู่ผู้ถือหุ้นได้มากขึ้น  ด้วยพื้นฐานที่แกร่งและนโยบายปันผลสูง นักลงทุนจึงควรหาจังหวะสะสมเพื่อรับรอบขาขึ้นใหญ่ในไตรมาส 2

ด้านนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น การดำเนินงานของ ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการใช้พลังงานของประชาชนและอุตสาหกรรมต่างๆ จากวิกฤติพลังงานโลก โดยในระยะที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มศักยภาพ สู่ระดับการผลิตที่ประมาณ 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติต่อวันตามสัญญา ที่ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง