รีเซต

โผ 15 หุ้นไทย งบพุ่ง 3 ปีซ้อน แผนลงทุน พ.ค.

โผ 15 หุ้นไทย งบพุ่ง 3 ปีซ้อน แผนลงทุน พ.ค.
ทันหุ้น
5 พฤษภาคม 2569 ( 02:30 )
26

               ผู้สื่อข่าวรวบรวมรายชื่อหลักทรัพย์ใน SET50 ปัจจุบันพบมีถึง 15 บริษัทจดทะเบียนที่กำไรสุทธิรายปีย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา 2566, 2567 และ 2568 แต่ละปีเติบโตต่อเนื่องเทียบจากปีก่อนหน้าได้แก่ ADVANC (11.82%, 20.59% และ 36.52%), AWC (30.72%, 16.13% และ 9.19%), BBL (42.07%, 8.59% และ 1.76%), BEM (42.79%, 8.32% และ 0.34%), CENTEL (213.53%, 40.45% และ 13.69%), CPALL (39.26%, 37.14% และ 11.28%), CPN (39.98%, 11.07% และ 12.63%), DELTA (20.06%, 2.8% และ 31.03%), GPSC (314.41%, 9.97% และ 57.52%), KTB (8.66%, 19.77% และ 9.97%), KTC (3.05%, 1.94% และ 4.63%), MINT (26.15%, 43.34% และ 16.25%), SCB (15.91%, 0.97% และ 8.07%), TCAP (26.5%, 0.65% และ 16.61%) และ TLI (4.77%, 20.35% และ 1.71%)

               อย่างไรก็ตามหลายหลักทรัพย์ข้างต้นก็ยังมีผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ดีมากทั้งหลายตัวในกลุ่มธนาคารหรือกระทั่งหุ้นเด่น  อิเล็กทรอนิกส์คือ DELTA ที่กำไรสุทธิในไตรมาสนี้สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 9,081 ล้านบาท เติบโตสูง 65.4% จากปีก่อน

@ชอบแค่ CPALL-SCB

               ด้านนายกรรณ์  หทัยศรัทธา  หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากรายชื่อหุ้นที่กำไรดีต่อเนื่องข้างต้น ไม่ใช่ทุกตัวที่ในเชิงกลยุทธ์ยังแนะนำให้ซื้อ ตัวที่ชอบมีเพียง CPALL และ SCB ส่วนตัวที่แนะนำขายได้แก่ ADVANC และ DELTA ขณะที่อีกหลายตัวที่ทำการศึกษาก็แนะนำเพียงถือเท่านั้น

               หลังจากเดือนเมษายนผ่านมาแม้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะลดระดับลง แต่อุปทานที่ตึงตัวต่อเนื่องน่าจะทำให้ราคาน้ำมันยังมีโอกาสเพิ่มขึ้น หรือ Risk Premium  จึงทำให้ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ยังชอบกลุ่มพลังงานและกลุ่มปลอดภัย ขณะที่แนะนำลดน้ำหนักหุ้นที่อ่อนไหวต่อต้นทุนเชื้อเพลิง

               นายภูวดล  ภูสอดเงิน  นักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยเดือนพฤษภาคมนี้ อ้างอิง Earnings Season ผนวกกับ Seasonal Effect (Sell in May) ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการลงทุนมากกว่าปัจจัยมหภาคใหม่ โดยเฉพาะการตอบสนองของราคาหุ้นต่อผลประกอบการที่ “Sensitive มากขึ้น” หากกำไรดีกว่าคาดจะเห็นแรงซื้อเข้าทันที ขณะที่หุ้นที่ไม่มี Catalyst ใหม่มีโอกาสถูกขายลดน้ำหนัก

               โดยในช่วงที่งบการเงินทยอยประกาศ ให้เก็งกำไรตาม Earnings Surprise โดยเน้น โรงกลั่นได้แก่ TOP, SPRC โรงพยาบาลได้แก่ BDMS, BH ค้าปลีกสินค้าไอทีได้แก่ COM7, ADVICE หุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสเห็นแรงซื้อทันที หากกำไรออกมาดีกว่าคาด 

                อีกธีมที่น่าสนใจคือหุ้นที่เชื่อมโยงกับนโยบายภาครัฐโดยเฉพาะการเร่งลงทุนและการย้ายฐานการผลิตได้แก่ WHA, AMATA และ WHAUP รวมถึงพลังงานสะอาด เช่น GUNKUL มีโอกาส Outperform หากมีความชัดเจนของนโยบายใหม่เข้ามาหนุน และหุ้นอิเล็กทรอนิกส์มีโอกาสฟื้นตัวตามดีมานด์แนะนำ KCE และ HANA และยังแนะนำเก็งกำไรหุ้นที่น่าจะเข้า SET50 รอบใหม่พร้อมกับมีพื้นฐานกำไรดี เช่น MRDIYT และ ITC เป็นต้น

               ในทางกลับกันแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่ต่างชาติถือสูงและราคาปรับขึ้นมาอยู่โซนบน แต่ยังไม่มี Catalyst ใหม่ เช่น กลุ่มสื่อสาร ADVANC, TRUE กลุ่มธนาคารพาณิชย์ แต่เนื่องจากหุ้นเหล่านี้ให้ปันผลสูงจึงทำให้การปรับลงจะจำกัดสามารถซื้อได้ถ้า ย่อตัว 7–10% และเริ่มนิ่ง

               อีกกลุ่มที่แนะนำเลี่ยงชั่วคราว คือ กลุ่มท่องเที่ยว เช่น AOT, CENTEL, AWC, ERW เนื่องจากผ่านช่วง Peak ไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วง Low Season ทำให้ Upside ระยะสั้นจำกัด

               "ตลาดหุ้นไทยเดือนนี้คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,470–1,520 จุด โดยมีลักษณะผันผวนระหว่างเดือนจากแรงขายสลับแรงซื้อจากการเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านหลัง Earnings Season และการปรับพอร์ตของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ Flow มีลักษณะ Rotation ระหว่างกลุ่มค่อนข้างชัด" นายภูวดล กล่าว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง