รีเซต

“คนป่วย“ แห่งเอเชีย ฟิลิปปินส์ VS ไทย

“คนป่วย“ แห่งเอเชีย ฟิลิปปินส์ VS ไทย
TNN ช่อง16
9 มีนาคม 2569 ( 10:09 )
8

ประเทศไทยถูกสื่อบางแห่งกล่าวถึงว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (the “Sick Man of Asia) เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับศักยภาพต่อเนื่องและต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์ที่เคยได้รับฉายา “คนป่วยแห่งเอเชีย” ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 จะพบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจน 


โดย ”ปิยะวดี จิระศิริสุวรรณ”  และ “วนิชา  ดิเรกอุดมศักดิ์” เศรษฐศาสตร์อาวุโส วิจัยกรุงศรี ได้ทบทวนวาทกรรม “คนป่วยแห่งเอเชีย” บทเรียนจากฟิลิปปินส์ในอดีตสู่ไทยในปัจจุบัน พบว่า ฟิลิปปินส์ตกอยู่ในสถานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ในช่วงปี 2523-2532 (ค.ศ. 1980-1989) ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยมีรากฐานสำคัญจากช่วงที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ประกาศกฎอัยการศึกและสร้างระบบเศรษฐกิจแบบอุปถัมภ์มาตลอดคริสต์ทศวรรษ 1970 เมื่อเผชิญกับปัจจัยกระตุ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศ จึงส่งผลให้เกิดวิกฤตหนี้ในปี 2526 (ค.ศ. 1983) 

โดยปัจจัยภายนอก ได้แก่ วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สองในช่วงปี 2522-2523 (ค.ศ. 1979-1980) การปรับตัวลดลงของราคาสินค้าส่งออกหลัก (เช่น น้ำตาลและมะพร้าว) ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก รวมถึงวิกฤตหนี้เม็กซิโกในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 ซึ่งทำให้กระแสเงินทุนจากต่างประเทศหยุดไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างกะทันหัน  

 

ขณะที่ ปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการลอบสังหารนายเบนิญโญ อากีโน จูเนียร์ ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านของฟิลิปปินส์ในขณะนั้น ในเดือนสิงหาคม 2526 ได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จนนำไปสู่การไหลออกของเงินทุนจำนวนมาก และการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ส่งผลให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์หดตัวในปี 2527-2528 (ค.ศ. 1984-1985) และเข้าสู่ภาวะถดถอยยาวนานในเวลาต่อมา จนถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”


จากกรณีของฟิลิปปินส์จะเห็นได้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานานสามารถลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจได้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น (Trigger) หลังจากเกิดวิกฤตหนี้ ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้และปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้แนวทางของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 


ความเสียหายครั้งนี้ยังได้ทำลายพื้นฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไปหลายทศวรรษ และทำให้ฟิลิปปินส์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” จนถึงราวคริสต์ทศวรรษ 2000 (ปี 2543-2552) กว่าที่เศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวและกลับมาเติบโตในอัตราที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 6.4 ในช่วง ปี 2553-2562  (ค.ศ. 2010-2019 ) ซึ่งเป็นผลจากการปราบปรามคอร์รัปชัน ปฏิรูปภาคการเงินและการคลัง ตลอดจนส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องหลังจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซีเนียร์ ลงจากอำนาจในปี 2529 


อย่างไรก็ตาม แม้ฟิลิปปินส์จะสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่นได้จนหลุดจากภาพลักษณ์ “คนป่วยแห่งเอเชีย” แต่ความสามารถในการแข่งขันของฟิลิปปินส์ในปัจจุบันยังถือว่าด้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะปัจจัยเชิงคุณภาพอย่างโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพแรงงาน และความอ่อนแอด้านธรรมาภิบาลซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งแรงส่งการเติบโต สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีสรุปปัญหาเชิงโครงสร้างของฟิลิปปินส์ได้สองประการ


ประการแรก คือ ระบบทุนนิยมพวกพ้อง (Crony capitalism) โดยการบริหารงานภายใต้รัฐบาลมาร์กอสได้ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน และทำให้ผลิตภาพการผลิตรวมของประเทศ ถดถอยในช่วงปี 2524-2530 (ค.ศ. 1981-1987) เนื่องจากรัฐบาลมอบสิทธิผูกขาดในอุตสาหกรรมหลัก เช่น น้ำตาลและมะพร้าว ให้แก่กลุ่มนายทุนใกล้ชิดและรัฐวิสาหกิจ เพื่อผลักดันโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดการขาดทุนเรื้อรังและกลายเป็นภาระทางการคลัง 


ประการที่สอง คือ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด (Policy mismanagement) ไม่ว่าจะเป็นการพยายามรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ขณะเดียวกันฟิลิปปินส์ยังมีความเปราะบางจากหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่มีสัดส่วนเกือบร้อยละ 50 ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมดในปี 2525 


ดังนั้น ภายหลังวิกฤตหนี้เม็กซิโก ฟิลิปปินส์จึงเผชิญภาวะชะงักงันของเงินทุนไหลเข้าและเกิดการไหลออกของเงินทุนอย่างฉับพลัน ซึ่งนำไปสู่วิกฤตดุลการชำระเงิน (Balance of Payments crisis) นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินนโยบายผิดพลาดต่อเนื่องจากการปล่อยให้ปริมาณเงิน (Monetary base) ขยายตัวถึงร้อยละ 44 ในปี 2526 ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรงแตะระดับร้อยละ 49.8 ในปีถัดมาและซ้ำเติมความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ  เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ธนาคารพาณิชย์ที่มีความเปราะบางสะสมอยู่แล้วจากการพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศในระดับสูง จึงมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ในระดับสูง จนนำไปสู่การล้มละลายของสถาบันการเงินหลายแห่ง

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แม้จะเผชิญกับอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพและในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาค แต่ลักษณะของปัญหามีความแตกต่างจากฟิลิปปินส์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถจำแนกได้ตามเครื่องชี้ด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านเสถียรภาพในประเทศ ด้านเสถียรภาพต่างประเทศ และสาเหตุของปัญหา

ด้านเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพภายในประเทศ  ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2526 เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เผชิญภาวะถดถอยต่อเนื่อง และเข้าสู่ช่วง “คนป่วยแห่งเอเชีย” ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนหดตัวและเงินทุนต่างประเทศไหลออกอย่างรุนแรง ในทางตรงกันข้าม การลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศของไทยยังคงขยายตัวได้แม้จะอยู่ในระดับต่ำ 


สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศก็แตกต่างกันอย่างมากเช่นกัน โดยฟิลิปปินส์ในช่วงเวลาดังกล่าวเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อในระดับสูง สถาบันการเงินเปราะบาง ขณะที่ไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะเงินเฟ้อต่ำและระบบธนาคารพาณิชย์มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ไทยมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่บ้างในภาคครัวเรือน สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนที่สูงเกือบร้อยละ 90 ต่อ GDP ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภาคเอกชน


ในมิติการคลัง รัฐบาลฟิลิปปินส์ขาดดุลการคลังเรื้อรังจากโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โดยมีหนี้สาธารณะสูงต่อ GDP ถึง 4,300%  ในช่วงปี 2508-2529 และนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศ แต่ในกรณีของไทย แม้ยังไม่เผชิญวิกฤตการคลัง แต่พื้นที่นโยบายการคลังเริ่มลดลงจากข้อจำกัดด้านรายได้และภาระระยะยาวจากโครงสร้างประชากรสูงวัย สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างในระดับหนึ่ง 

 

ด้านเสถียรภาพต่างประเทศ ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดอยู่ในมิติเสถียรภาพต่างประเทศ กล่าวคือ ฟิลิปปินส์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 พึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น และเผชิญวิกฤตดุลการชำระเงิน ส่งผลให้ค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงอย่างมาก ขณะที่ประเทศไทยในปัจจุบันยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง ค่าเงินบาทจึงเคลื่อนไหวตามภาวะตลาดการเงินโลกเป็นส่วนใหญ่ 

 

วิจัยกรุงศรีระบุว่า  สาเหตุของปัญหาที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 และภาวะเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอในปัจจุบันโดยส่วนใหญ่อาจดูแตกต่างกัน แต่มีลักษณะร่วมบางประการ โดยในกรณีของฟิลิปปินส์ การรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองในยุคประธานาธิบดีมาร์กอส ส่งผลให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุล และนำไปสู่การทุจริตและระบบเศรษฐกิจเอื้อพวกพ้องที่ฝังรากลึก 


ขณะที่ไทยยังคงมีกลไกถ่วงดุลและการตรวจสอบในระดับหนึ่ง แต่มีลักษณะร่วมในบางด้านคือไทยมีกฎระเบียบที่เอื้อผู้เล่นรายเดิมซึ่งเป็นอุปสรรคแก่ผู้เล่นรายใหม่  สอดคล้องกับงานวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ในปี 2562 ที่พบว่าระบบเศรษฐกิจไทยมีลักษณะของการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ2/ (Economic rent-seeking) ส่งผลให้ทรัพยากรและแรงงานทักษะสูงไม่ไหลไปสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพและนวัตกรรมสูง แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดิม 

โดยรวมแล้ว กรณีของฟิลิปปินส์ในช่วง “คนป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนภาพของ ‘ความล้มเหลว’ เชิงโครงสร้าง (Structural failure) จนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน แม้ไทยยังไม่เผชิญภาวะดังกล่าว แต่กำลังเผชิญ ‘ความอ่อนแอ’ เชิงโครงสร้าง (Structural weakness) โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกติกาและคุณภาพของนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งมีลักษณะร่วมบางประการกับฟิลิปปินส์ และเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างสำคัญที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย


ดังนั้นหากเปรียบเทียบกันแล้ว เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในช่วงที่เป็น “คนป่วย” เสมือนร่างกายที่ล้มป่วยอย่างรุนแรงและกะทันหันจากวิกฤตฉับพลัน จนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงขยายตัว หรือ “เคลื่อนไหว” ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคงกว่ามาก ทั้งในด้านเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอก และระบบสถาบันการเงิน ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพและทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินการปรับโครงสร้างได้จากจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน 


อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีอาการ “อ่อนแรง” อย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความท้าทายเพิ่มเติมที่แตกต่างจากฟิลิปปินส์ในอดีต นั่นคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอื่นๆ ซึ่งสะท้อนช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงที่แรงส่งจากรูปแบบการเติบโตแบบเดิมเริ่มแผ่วลง ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่เครื่องยนต์ใหม่ยังไม่ชัดเจน เป็นที่มาของเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจหลายด้านที่ขยายตัวในอัตราชะลอลง


ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยควรถูกเรียกขานว่าเป็น “Sick Man of Asia” หรือไม่ หากแต่เป็นการทำความเข้าใจข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยอยู่ รวมถึงการหาแนวทางปรับเปลี่ยนและยกระดับรูปแบบการเติบโต ในขณะที่ยังมีเวลาและทรัพยากรเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้ เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากวงจรการเติบโตต่ำในระยะข้างหน้า

 

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการป้องกันมิให้กลายเป็น “คนป่วย” แบบถาวร อาจต้องปฏิบัติตามแนวทางเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยและป้องกันมิให้ปัญหาเชิงโครงสร้างกัดกร่อนการเติบโตในระยะยาว โดยอ้างอิงบทเรียนจากกรณีของฟิลิปปินส์ได้ ดังนี้ 

 

1. การเร่งแก้ไขความเสี่ยงและความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยบทเรียนจากฟิลิปปินส์สะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง 2 ประการที่มีบางส่วนคล้ายกับประเทศไทย 


ประการแรก คือ ความเสี่ยงจากโครงสร้างกฎกติกาและนโยบายที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน แม้ไทยยังมีระดับธรรมาภิบาลและบรรยากาศในการลงทุนที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค  แต่แนวโน้มของคุณภาพของปัจจัยดังกล่าวอาจกำลังเริ่มลดลง ตัวอย่างเช่น ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2569 ของไทยที่ปรับลดลง อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบทเรียนจากฟิลิปปินส์ชี้ว่า หากกฎกติกาขาดความโปร่งใสและไม่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมแล้ว การจัดสรรทรัพยากรย่อมถูกบิดเบือน ส่งผลให้การลงทุนไหลไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพต่ำ และทำให้เศรษฐกิจสะสมความเปราะบางเชิงโครงสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ประการที่สอง คือ ข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง บทเรียนจากฟิลิปปินส์สะท้อนว่า การใช้นโยบายการคลังที่เน้นผลระยะสั้นและไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพเป็นจุดเริ่มต้นของความเปราะบางทางเศรษฐกิจในระยะยาว สำหรับประเทศไทย แนวโน้มพื้นที่ทางการคลังที่ลดลงจากภาระผูกพันในอนาคตสะท้อนความจำเป็นที่การใช้จ่ายภาครัฐควรมุ่งเน้นประสิทธิภาพและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น


2. การต่อยอดและเสริมจุดแข็งของประเทศไทย แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ แต่ขณะเดียวกันไทยก็ยังคงมีจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ทั้งด้านพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล นอกจากนี้ ไทยยังมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งการรักษาและต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ จะช่วยทำหน้าที่เป็นฐานรองรับเพื่อยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต


นอกจากนี้ การที่ไทยเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ “เครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจ” ที่มีมูลค่าเพิ่มและผลิตภาพสูงกว่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พบได้ในหลายประเทศที่ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง จากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา มีเพียง 34 ประเทศจากทั้งหมด 108 ประเทศ ที่สามารถยกระดับจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงได้สำเร็จ  


โดยปัจจัยร่วมของความสำเร็จประกอบด้วย 1) การลงทุนในทุนมนุษย์และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง 2) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน 3) การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กับวินัยทางการคลัง และ 4) การบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าโลกผ่านการค้าและการลงทุน โดยบทเรียนที่สำคัญ คือ ประเทศเหล่านี้ล้วนมีความต่อเนื่องของนโยบายและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระยะยาวที่ไม่ผูกติดกับวาระของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง


อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองมีปัจจัยท้าทายเฉพาะตัวจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะเวลาและทรัพยากรสำหรับการปรับโครงสร้างมีข้อจำกัดมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ที่ไทยยังมีศักยภาพและพอมีพื้นที่ในการทำนโยบาย (Policy space) หากเราดำเนินการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง เป็นระบบและต่อเนื่อง ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ไทยตกอยู่ในภาวะ “สูงวัยและป่วย” และสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพื่อรักษาศักยภาพการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวได้


นอกจากนี้ การวิเคราะห์ในส่วนก่อนหน้าชี้ให้เห็นว่า แรงฉุดรั้งเชิงโครงสร้างที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยมาจากปัจจัยด้านผลิตภาพและคุณภาพของนโยบายเศรษฐกิจ ดังนั้น หากต้องการให้การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นอย่างแท้จริง การยกระดับปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญ เนื่องจากเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่เอื้อให้การ “ยกระดับเครื่องยนต์” ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้จริง


โดยความต่อเนื่องของนโยบาย กฎระเบียบที่เอื้อต่อการแข่งขัน ควบคู่กับการเสริมสร้างระดับธรรมาภิบาล จะช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีในภาคที่มีผลิตภาพและนวัตกรรม เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปลดล็อกศักยภาพของภาคเอกชน รวมถึงลดความเสี่ยงที่ไทยจะสะสมความอ่อนแรงเชิงโครงสร้างจนกลายเป็น “ผู้ป่วย” ดังเช่นบทเรียนจากประสบการณ์ของฟิลิปปินส์



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง