TOPส่อขาดทุนสต๊อกถึงQ4 ต้นทุนพุ่ง-ค่าการกลั่นลด

#TOP#ทันหุ้น-TOP ส่อขาดทุนสต๊อกน้ำมันตั้งแต่ไตรมาส2 ยาวถึงไตรมาส 4/2569 เหตุ รับรู้ผลกระทบจัดหาน้ำมัน “Crude Premium” สูงขึ้น -ราคาขายปรับตัวลดลง กดค่าการกลั่นไตรมาส3ติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร เชื่อทั้งปีเฉลี่ยที่ 2 บาทต่อลิตร แจงปัจจุบันสต๊อกน้ำมันดีเซล-Jet จ่อล้น หลังดีมานด์ชะลอ ส่งผลต้องใช้คลังของโครงการ CFP เก็บ หวังรัฐบาลผ่อนปรนให้ส่งออกได้
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคานํ้ามันดิบและน้ำมันสําเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
@Q1ยังไม่สะท้อนต้นทุนสูง
ประกอบกับการดำเนินธุรกิจปกติของไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเดือนที่จะใช้ผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราวและอาจพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
นอกจากนั้น ไทยออยล์ยังมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า แนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์ มีความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. - เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและมีความผันผวนสูง หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในอนาคต
@Q2ส่อขาดทุนสต็อก
ทั้งนี้ TOP ได้ประเมินค่าการกลั่นในช่วงไตรมาส2ถึงไตรมาส 4 ปีนี้ ภายในเงื่อนไขที่สงครามตะวันออกกลางจะจบภายในไตรมาส 2/2569 ซึ่งบริษัทจะมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันก่อนภาษีไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 0.20 บาทต่อลิตร จากไตรมาส1ที่มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันก่อนภาษี 5.1 บาทต่อลิตร และไตรมาส3 คาดว่าจะขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 2.6 บาทต่อลิตร และไตรมาส 4 คาดว่าจะขาดทุนสต๊อกอีก 1.4 บาทต่อลิตร ทำให้เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะมีกำไรสต๊อกน้ำมันก่อนภาษีเพียง 0.30 บาทต่อลิตร เป็นผลจากค่าส่วนเพิ่มราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium)ค่าขนส่งทางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น
รวมถึงผลกระทบจากการปรับลดราคาดีเซล หน้าโรงกลั่น 2-5 บาทต่อลิตรคาดว่าผลกระทบจะมีในไตรมาส2 ประมาณ 0.7 บาทต่อลิตร ซึ่งบริษัทคาดว่าการปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2-5 บาทต่อลิตร จะเป็นมาตรการระยะสั้น เท่านั้น จึงไม่ได้ประเมินผลกระทบในไตรมาส3 และ 4 แต่หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายมองว่าภาครัฐจะมีการออกมาตรกรช่วยเลือกเฉพาะกลุ่มมากกว่าการปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น
ดังนั้นจึงประเมินค่าการกลั่นรวมกำไรจากสต็อกน้ำมัน (GRM) ไตรมาส2/2569 จะอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร จากไตรมาส1/2569 ที่มีกำไร อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร และเริ่มขาดทุนในไตรมาส3 /2569 ที่ 2.3 บาทต่อลิตร ส่วนไตรมาส 4 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 0 บาทต่อลิตร และเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะมีค่าการกลั่นรวมกำไรจากสต๊อกน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร
@หวังรัฐผ่อนให้ส่งออกได้
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน TOP ยังมีการกำลังการกลั่น110-113%ของกำลังการกลั่นที่ 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่ความต้องการ (ดีมานด์)ใช้น้ำมันในประเทศเริ่มลดลง โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน (Jet) ทำให้ปัจจุบันสต็อกน้ำมันของบริษัทกลับมาสูงขึ้น ทำให้บริษัทต้องหาคลังในการจัดเก็บน้ำมันเพิ่ม จึงต้องใช้คลังเก็บน้ำมันของโครงการ CPF ที่สร้างเสร็จแล้วมาใช้ก่อน
ทั้งนี้หากรัฐบาลยังห้ามส่งออก จะส่งผลให้ระดับน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ระดับสูงสุด อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิต เพื่อบริหารจัดการสต๊อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย แต่บริษัทไม่ต้องการลดกำลังการกลั่น เพราะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์อื่นๆ ลดลง เช่น สินค้าอะโรเมติกส์ LPG เบนซิน ซึ่งจะกระทบกับผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
"ในภาวะปกติมีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปราว 10% ซึ่งหากโรงกลั่นเดินเครื่องเต็มที่ 100% และความต้องการในประเทศไม่สูงเท่าการผลิต จะส่งผลให้มีการสะสมส่วนเกินราว 10% อย่างต่อเนื่อง"
ส่วนเงินนชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง โดยจะได้รับคืนเมื่อไรขึ้นอยู่กับทางกองทุนน้ำมันฯ ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี ทำให้บริษัทต้องมีการจัดหาเงินสดเพิ่มในอนาคต แต่ปัจจุบันกลุ่มของ TOP มีกระแสเงินสดอยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันถือว่ายังเพียงพอในการดำเนินงาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
