รีเซต

คาร์บอนจาก “สงคราม” เรื่องใหญ่ที่หายไปจากเวทีโลก

คาร์บอนจาก “สงคราม” เรื่องใหญ่ที่หายไปจากเวทีโลก
TNN ช่อง16
5 พฤษภาคม 2569 ( 12:30 )

ท่ามกลางความพยายามของโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจถูกจับตามองอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การเกษตร หรือการคมนาคม แต่มี “ตัวแปรสำคัญ” หนึ่งที่มักถูกละเลย นั่นคือ “สงคราม” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กองทัพและความขัดแย้งทางอาวุธเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งกลับแทบไม่ถูกนับรวมในระบบรายงานด้านสภาพภูมิอากาศ

“สงคราม” สร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับมหาศาล ตัวอย่างเช่น การรุกรานยูเครนของรัสเซียก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 311 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่สงครามในฉนวนกาซาช่วง 15 เดือนแรกก่อให้เกิดมากกว่า 33 ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซทั้งปีของหลายประเทศรวมกัน

แม้จะเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่การปล่อยก๊าซจากสงครามกลับไม่มีระบบบันทึก รายงาน หรือความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ต้นทุนด้านสภาพภูมิอากาศถูกมองข้าม ทั้งที่ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ขัดแย้ง แต่ลุกลามไปทั่วโลก

นักวิจัยยังชี้ว่า กองทัพและห่วงโซ่อุปทานของกองทัพอาจมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงประมาณ 5.5% ของโลก ซึ่งหากนับเป็นประเทศ จะกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก และตัวเลขนี้ยังไม่รวมช่วงสงครามด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ช่องว่างการปล่อยก๊าซของกองทัพ” ซึ่งเกิดจากความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่รายงานกับความเป็นจริง

สาเหตุสำคัญมาจากกฎระเบียบระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องรายงานการปล่อยก๊าซจากภาคทหารอย่างครบถ้วน และแม้ข้อตกลงปารีสจะเปิดให้รายงานโดยสมัครใจ แต่ในทางปฏิบัติ ข้อมูลกลับไม่ครบถ้วนหรือไม่มีเลย โดยเฉพาะประเทศที่ใช้งบประมาณทางทหารสูงที่สุด

นอกจากนี้ งานวิจัยยังเผยให้เห็นว่า การปล่อยก๊าซจากการสู้รบโดยตรงเป็นเพียงส่วนน้อยของทั้งหมด เช่น ในกรณีฉนวนกาซา การปล่อยก๊าซส่วนใหญ่กว่า 90% มาจากการฟื้นฟูและก่อสร้างใหม่ หลังความเสียหายจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ถนน โรงพยาบาล หรือระบบสาธารณูปโภค ซึ่งต้องใช้พลังงานและทรัพยากรจำนวนมหาศาล

สงครามยังสร้างผลกระทบทางอ้อม เช่น ไฟป่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงมากจากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ถูกทำลาย รวมถึงการเปลี่ยนเส้นทางการบินที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ถูกบันทึกในระบบรายงานระดับโลก ดังนั้นแล้ว โลกจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบ โดยกำหนดให้มีการรายงานการปล่อยก๊าซจากภาคทหารอย่างเป็นทางการ รวมถึงกำหนดความรับผิดชอบต่อประเทศที่ก่อสงคราม และรวมประเด็นนี้เข้าไปในรายงานทางวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของโลก

 “สงคราม” คือช่องโหว่สำคัญในความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนของโลก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากความขัดแย้งทางทหารมีปริมาณมหาศาล แต่กลับไม่ถูกนับหรือรับผิดชอบอย่างจริงจัง

หากโลกยังคงมองข้ามภาคส่วนนี้ เป้าหมายในการลดอุณหภูมิโลกก็อาจไม่สามารถบรรลุได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การนำการปล่อยก๊าซจากสงครามเข้าสู่ระบบการตรวจสอบและความรับผิดชอบ จึงเป็นก้าวสำคัญในการทำให้การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศมีความสมบูรณ์และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การหยุดยั้งโลกร้อนอาจไม่ใช่แค่การลดการใช้พลังงานหรือพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด แต่ยังรวมถึงการตั้งคำถามต่อต้นทุนที่แท้จริงของสงครามที่โลกทั้งใบต้องร่วมกันแบกรับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง