เรือแน่นคลอง"ปานามา"-จับตา"มะละกา"

แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวสองสัปดห์และมีสัญญาณดีว่าจะมีการเปิดช่องแคปฮอร์มุซ แต่ล่าสุดอิหร่านก็กลับมาประกาศ ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ สำหรับเรือพาณิชย์อีกครั้ง เมื่อช่องแคบฮอร์มุซแทบปิดตายและยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ขณะนี้บริษัทเดินเรือกำลังเผชิญกับความสับสนและความไม่แน่นอนของสถานะช่องแคบฮอร์มุซ เพราะต้องประเมินความขัดแย้งกันไปมาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ทำให้โลกอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าน้ำมันและก๊าซปริมาณมหาศาลจากอ่าวเปอร์เซียจะไปถึงมือผู้ซื้อทั่วโลก
ส่งผลให้ผู้ซื้อที่ต้องดิ้นรนหาซัปพลายทางเลือก หันมาใช้ “คลองปานามา” ในการขนส่งไปยังตลาดเอเชีย และภูมิภาคอื่นมากขึ้น ทำให้ล่าสุดพบว่าคลองปานามา มีเรือสินค้าจ่อเข้าคิวยาวเป็นประวัติการณ์ จนต้อรอคิวนาน 3 วันครึ่ง ทำให้บางลำยอมจ่ายเงินกว่า 4 ล้านดอลลาร์หรือราว 130 ล้านบาท เพื่อให้ได้ผ่านทางเร็วขึ้นหรือขอแซงคิว เพราะประเทศในเอเชียที่กำลังเร่งหาซัปพลายพลังงานทางเลือกหรือนำมันจากสหรัฐฯ ต้องวิ่งผ่านเส้นทางนี้
คลองปานามา (Panama Canal) ซึ่งตัดผ่านประเทศปานามาเพื่อเชื่อมทะเลแคริบเบียนเข้ากับมหาสมุทรแปซิฟิก ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของโลก แม้จะรองรับการค้าทางทะเลเพียงราว 2.5% ของทั้งหมด แต่กลับมีบทบาทโดดเด่นในสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง เช่น ตู้คอนเทนเนอร์ รถยนต์ และธัญพืช โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่พึ่งพาเส้นทางนี้ในการขนส่งตู้สินค้าประมาณ 40% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 270,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ในเชิงพลังงาน คลองปานามารองรับการไหลผ่านของน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 2-3 ล้านบาร์เรลต่อวัน อีกทั้งยังเป็นเส้นทางหลักสำหรับการส่งออกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จากสหรัฐไปยังเอเชียมากกว่า 95% สะท้อนบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของโลก
ส่วนประเทศในเอเชียที่ปกติพึ่งพาน้ำมันดิบ ก๊าซ และวัตถุดิบจากอ่าวเปอร์เซียอย่างมาก กำลังหันไปพึ่งพา สหรัฐฯ มากขึ้นในฐานะแหล่งซัปพลายทางเลือก ทำให้คาดการณ์ว่ามีการตกลงซื้อขายน้ำมันดิบจากบริเวณอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐไปแล้วอย่างน้อย 60 ล้านบาร์เรลเพื่อส่งมอบในเดือนพ.ค. ใกล้เคียงกับยอดส่งมอบในเดือนเม.ย. และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ยอดการส่งออกน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์น้ำมันแปรรูปของสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนนี้เป็นการส่งออกน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่ผ่านมา
ส่วนประเทศที่สั่งซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพื่อจัดส่งในเดือนพ.ค.มีประเทศญี่ปุ่นรวมถึงผู้ประกอบการจากเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไทย ร่วมสั่งซื้อด้วยเช่นกัน
สำหรับจุดคอขวดการการค้าเดินเรืออื่นที่กำลังถูกจับตากำลังลามถึงช่องแคบ ‘มะละกา’ ซึ่งถือเป็นจุดคอขวดที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของเอเชีย จากเหตุการณ์ “ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ” โดยอิหร่านและสหรัฐฯ กำลังจุดความกังวลขึ้นอีกครั้งเกี่ยวกับจุดคอขวดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเอเชีย
สำหรับช่องแคบมะละกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก โดยมีความกว้างเพียง 2.7 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด ซึ่งแคบกว่าฮอร์มุซมากกว่า 10 เท่า แต่เส้นทางนี้รองรับการค้าราว 40% ของโลก รวมถึงการขนส่งน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลางไปยังมหาอำนาจเศรษฐกิจของเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ช่องแคบดังกล่าวอยู่ภายใต้การลาดตระเวนของ “กองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐ” และถูกผู้นำจีนมองว่าเป็น “จุดเปราะบาง” ในสถานการณ์สงครามปัจจุบัน
ชุน เว่ย ยัป ผู้อำนวยการโครงการวิจัยการค้าระหว่างประเทศของ Hinrich Foundation ในสิงคโปร์ ระบุว่าแม้ตอนนี้ยังไม่เห็นภัยคุกคามที่ชัดเจนต่อช่องแคบมะละกา แต่ใครก็ตามที่กังวลเรื่องการใช้จุดคอขวดทางทะเลเป็นเครื่องมือทางการเมือง ควรเริ่มคิดล่วงหน้าถึงวิธีจัดการความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์เพราะสิ่งที่วันนี้ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ไม่ควรถูกมองว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
ขณะที่ฮอร์มุซถูกปิดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดในอาเซียนก็เพิ่มสูงขึ้น สิงคโปร์แสดงจุดยืนคัดค้านต่อการเจรจากับอิหร่านเพื่อจ่ายค่าผ่านทาง ขณะที่มาเลเซียปกป้องการเจรจาของตนเอง ส่วนปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของที่ตั้งประเทศใกล้ช่องแคบมะละกาในฐานะ “อำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์” พร้อมทั้งขยายความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ โดยพบว่าราว 70% ของพลังงานและการค้า ของเอเชียตะวันออกผ่านน่านน้ำอินโดนีเซีย รวมถึงช่องแคบมะละกา
ทั้งนี้หากเปรียบเทียบระหว่าง ช่องแคบฮอร์มุซ กับช่องแคบมะละกา จะเห็นว่าฮอร์มุซยังคงเป็นเส้นเลือดพลังงานที่อ่อนไหวที่สุดของโลก โดยรองรับน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลก แต่ช่องแคบมะละกา กลับเป็นเส้นทางหลักของห่วงโซ่อุปทานด้านการผลิตและพลังงานของเอเชีย โดยมีเรือผ่านมากถึงราว 82,000 ลำต่อปี อีกทั้งยัง “ยาวกว่าฮอร์มุซมากกว่า 5 เท่า” ทำให้มีพื้นที่สำหรับการก่อกวนได้มากกว่า
นอกจากช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 17-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20-21% ของปริมาณการค้าน้ำมันดิบทั่วโลกและถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ พลังงานหลักที่ส่งออกจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียผ่านไปยังมหาสมุทรอินเดีย
แต่ที่ช่องแคบมะละการองรับการขนส่งน้ำมันดิบทางเรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของโลก และมีปริมาณน้ำมันไหลผ่านประมาณถึง 23 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้เป็นคอขวดการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก แซงหน้าช่องแคบฮอร์มุซ และบทบาทของช่องแคบมะละกายิ่งทวีความสำคัญในบริบทเอเชียตะวันออก โดยเป็นเส้นทางหลักที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ใช้ในการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะจีนซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้เกือบ 80% จนเกิดคำเรียกว่า “Malacca dilemma” สะท้อนความกังวลเชิงยุทธศาสตร์ของปักกิ่งต่อความเปราะบางของเส้นทางขนส่งพลังงาน
นอกจากความสำคัญด้านพลังงาน ช่องแคบมะละกายังเป็นที่ตั้งของสิงคโปร์ ซึ่งมีท่าเรือคอนเทนเนอร์ที่คึกคักเป็นอันดับสองของโลก ยิ่งตอกย้ำบทบาทของพื้นที่นี้ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
