“สตาร์เมอร์” ถูกบีบให้ออก ปมตั้งทูตโยงคดีเอปสตีน เข้าข่ายหลอกลวงรัฐสภา?

แรงกดดันทางการเมืองในสหราชอาณาจักรกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ “เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกรัฐมนตรีอังกฤษเผชิญกระแสเรียกร้องให้ลาออกรอบใหม่ จากกรณีแต่งตั้ง “ปีเตอร์ แมนเดลสัน” เป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ ทั้งที่มีข้อมูลล่าสุดว่า แมนเดลสันนั้น “ไม่ผ่านการตรวจสอบด้านความมั่นคง” ในขั้นต้นด้วยซ้ำ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นความผิดพลาดหรือไม่ แต่คือนายกรัฐมนตรีรู้หรือไม่? และถ้ารู้ ทำไมเขาถึงยังเดินหน้าทำเช่นนั้น?
ปมปัญหา “รู้หรือไม่?” จุดชี้ชะตาการเมือง
ข้อมูลชุดใหม่ที่ถูกเปิดเผยระบุว่า แมนเดลสัน วัย 72 ปี เคยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบความมั่นคง ก่อนจะได้รับตำแหน่งทางการทูตระดับสูงที่สุดตำแหน่งหนึ่งของประเทศ
ประเด็นนี้ยิ่งร้อนแรงขึ้น เพราะความสัมพันธ์ของเขากับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” อดีตนักการเงินผู้ต้องโทษคดีล่วงละเมิดทางเพศ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านความมั่นคงตั้งแต่ต้น
สตาร์เมอร์ยืนยันว่า เขาเพิ่งทราบเรื่องการไม่ผ่านการตรวจสอบความมั่นคงของแมนเดลสันในสัปดาห์นี้เอง พร้อมระบุว่าเป็นเรื่องที่ “น่าตกใจ” ที่ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกส่งมาถึงตัวเขา แต่ปรากฏว่า คำอธิบายนี้ของสตาร์เมอร์กลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักมาก
ทำไมเรื่องนี้ถึง “ใหญ่” กว่าการแต่งตั้งบุคคล?
ผู้นำฝ่ายค้านมองว่า นี่อาจไม่ใช่แค่ความผิดพลาดด้านบุคลากร แต่เป็นความเป็นไปได้ของการ “หลอกลวงรัฐสภา” หากพิสูจน์ได้ว่า สตาร์เมอร์ “รู้” หรืออย่างน้อยก็ “ควรรู้” แต่ยังให้ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจว่าแมนเดลสันผ่านการตรวจสอบแล้ว สตาร์เมอร์อาจละเมิดหลักจริยธรรมของรัฐมนตรี ซึ่งตามกฎแล้ว “ต้องลาออกสถานเดียว”
เอ็ด ดาวีย์ ผู้นำพรรค Liberal Democrats ระบุว่า คณะกรรมาธิการของสภาควรสืบสวนเพิ่มเติมว่า สตาร์เมอร์ได้ให้คำแถลงการณ์ที่ทำให้สภานิติบัญญัติเข้าใจผิดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษ หากย้อนกลับไปมีทั้ง บอริส จอห์สัน อดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องลาออกในปี 2022 ส่วนหนึ่งมาจากข้อกล่าวหาว่าให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนต่อรัฐสภา และแอมเบอร์ รัดด์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลาออกในปี 2018 จากการให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับนโยบายส่งกลับผู้อพยพ
คำถามคือ แล้วสตารเมอร์กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกันหรือไม่?
ช่องโหว่ของระบบ หรือผู้นำที่ไร้ความรับผิดชอบ?
เดวิด แลมมี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า กระบวนการตรวจสอบความมั่นคงดำเนินการโดยหน่วยงานอิสระ และรัฐมนตรีจะได้รับเพียง “ผลลัพธ์สุดท้าย” เท่านั้น
แต่เอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้วกลับระบุว่า แมนเดลสัน “ผ่านการตรวจสอบแล้ว” และมีใบรับรองยาวไปถึงปี 2030
ซึ่งความขัดแย้งนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงโครงสร้างตามมาทันทีว่า
ระบบตรวจสอบความมั่นคงมี “สองมาตรฐาน” หรือไม่?
หรือมีการ “ปรับผลลัพธ์” ในภายหลัง?
หรือข้อมูลถูก “คัดกรอง” ก่อนถึงมือนายกรัฐมนตรี?
แล้วหลักฐานจะโผล่มาภายหลังหรือไม่?
สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับสตาร์เมอร์ในเวลานี้คือ หลักฐาน เพราะถ้าหากมีหลักฐานว่าเขา หรือแม้แต่ทีมงานระดับสูง “รู้เรื่อง” หรือ “รับรู้” การที่แมนเดลสันไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบความมั่นคงมาก่อน คำปฏิเสธทั้งหมดที่แถลงต่อสภาจะพังทันที
ขณะเดียวกัน เมื่อวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ที่ผ่านมา ออลลี รอบบินส์ ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศที่ถูกปลดออกไป ถูกเรียกไปให้การต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภา ซึ่งอาจกลายเป็น “จุดแตกหัก” ของคดีปมเอปสตีนนี้ก็เป็นได้
ทั้งนี้ แม้คะแนนนิยมของสตาร์เมอร์จะอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่การจะโค่นอำนาจผู้นำพรรคแรงงานก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะกติกาพรรคกำหนดว่า ผู้ท้าชิงต้องได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. อย่างน้อย 81 คน และในประวัติศาสตร์กว่า 125 ปี พรรคแรงงานไม่เคยโค่นนายกรัฐมนตรีของตัวเองสำเร็จ ซึ่งกรณีใกล้เคียงที่สุดคือ โทนี แบลร์ ที่ยอมกำหนดวันลงจากตำแหน่งในปี 2006 หลังเจอแรงกดดันภายในพรรค แต่เขาก็ไม่ได้ลาออกในทันที
ดังนั้น ในกรณีของสตาร์เมอร์ ต่อให้มีแรงกดดันสูง เกมนี้ก็ยังไม่จบง่ายๆ ขณะที่วันจันทร์ (20 เม.ย.) สตาร์เมอร์จะแถลงอีกครั้งต่อสภา อยู่ที่ว่าครั้งนี้ ความจริงจะถูกเปิดเผยครบทั้งหมดหรือไม่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
